วิธีสร้างความสดใสในวันที่นอนน้อย แล้วค่อยกลับบ้านไปนอนให้เต็มอิ่ม!

ไม่ว่าใครก็ต้องเคยมีวันที่นอนน้อย หรือต้องอดนอน เพราะทำงานเลิกดึก ไปปาร์ตี้สุดเหวี่ยง หรือน้องหมาน้องแมวที่บ้านกวน เจ็บป่วยจนนอนไม่หลับ แม้หลายคนเลือกใช้วิธีนอนพักผ่อนชดเชยในวันรุ่งขึ้น แต่เรารู้ว่ายังมีอีกหลายๆ คนที่ต้องฝืนลืมตาฝ่าความง่วงไปทำงาน ไปใช้ชีวิตให้เหมือนปกติ แม้จะอยากนอนแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น ลองมาดูวิธีเอาตัวรอดในวันง่วงๆ ด้วย 7 วิธีสร้างความสดใสในวันที่นอนน้อย แล้วค่อยกลับบ้านไปนอนให้เต็มอิ่ม!

7 วิธีเอาตัวรอดในวันที่อดนอน

กาแฟช่วยได้

คนที่ชอบกินกาแฟอยู่แล้ว คงสบายๆ แต่ถ้าใครไม่ชอบกาแฟ แต่อยากอยู่รอดไปถึงตอนเย็นให้ได้ ก็ต้องพึ่งกาแฟสักแก้วแล้วล่ะ ไม่ว่าจะดื่มอยู่แล้วหรือเพิ่งมาดื่ม เราก็ขอแนะนำว่า ควรดื่มเพียง 1-2 แก้วในช่วงเช้าและก่อนบ่ายสองโมงดีกว่านะ ถ้าดื่มมากเกินไป หรือดื่มช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ อาจจะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ กลายเป็นว่า ทั้งๆ ที่ง่วงเพลียมาตลอด อยากจะนอนแต่ก็นอนไม่หลับ แย่กว่าเดิมอีก

หาที่แอบงีบสัก 15 นาที

วิธีแก้ง่วงที่ดีที่สุด ก็คือการนอนนี่แหละ แต่เราก็รู้ว่าถ้านอนได้ก็คงนอนไปแล้วล่ะเนอะ (ฮา) ดังนั้น ถึงไม่มีเวลานอนทั้งวัน ขอแค่เพียง 20 นาทีช่วงเวลาพักเที่ยงก็พอแล้วที่จะทำให้เราเอาตัวรอดไปได้โดยไม่หลับปุ๋ยไปก่อน

การนอนกลางวันไม่ใช่การเสริมสร้างสมอง แต่เป็นการพักผ่อนสมองที่ดีที่สุด เรียกได้ว่าเป็นการชาร์จแบตให้สมองและร่างกายได้ดีกว่าการนอนยาวๆ เสียอีก โดยใช้เวลาเพียงไม่เกิน 20 นาทีในช่วงพักเที่ยง อาจจะไปนอนที่รถ นอนพักบนโต๊ะก็ได้ แล้วตั้งนาฬิกาปลุกไว้ไม่ให้เกิน 20 นาทีนะ จะได้ไม่เผลอหลับยาว

ถ้าใครที่ข่มตาไม่หลับ เพราะสมองยังกังวลก็ไม่เป็นไร ขอแค่นอนหลับตาไว้ แล้วคิดเรื่องอื่นๆ ที่สบายใจ หรือจะจินตนาการถึงการนอนอาบแดดอุ่นๆ ในป่าสีเขียวก็ได้ จะช่วยให้สมองได้พัก แล้วเมื่อลืมตาขึ้นมาจะรู้สึกสดใสกว่าเดิมแน่นอน

อยู่ในที่แสงจ้าๆ

แสงสว่างจ้าๆ กระตุ้นสมองให้ตื่นตัวได้ดีกว่าที่มืดๆ เพราะเมื่ออยู่ในที่มืดร่างกายเราจะเกิดความชินว่า ต้องหลับตานอน ดังนั้น หากใครที่ต้องทำงานในที่มืดๆ สลัวๆ อาจฟุบหลับได้ง่าย จึงควรไปเดินรับแสงแดดในช่วงเช้าก่อนทำงาน เพื่อให้ร่างกายและสมองได้รับการกระตุ้น โดยควรเป็นแดดที่ไม่เกิน 10 โมงเช้านะ เพื่อไม่ทำอันตรายต่อผิวหนัง แต่ถ้าใครหาแสงแดดจากธรรมชาติไม่ได้ เปิดไฟในห้องให้สว่างๆ หรือหาโคมไฟตั้งโต๊ะมาเปิดเพิ่มก็ช่วยได้

ออกกำลังกาย

หลายคนอาจคิดว่า การออกกำลังกายจะยิ่งทำให้ร่างกายทำงานหนัก แล้วจะง่วงมากกว่าเดิม แต่ที่จริงแล้วการออกกำลังกายจะช่วยร่างกายหลั่งโดพามีน สารเคมีในสมองที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีความสุข ไม่รู้สึกเพลีย และมีเรี่ยวแรง โดยควรเลือกออกกำลังกายเบาๆ ประมาณ 20 นาที เช่น เดินเร็ว จ็อกกิ้งเบาๆ แอโรบิคท่าเบาๆ แบบนี้จะช่วยให้ร่างกายแจ่มใสพร้อมลุยมากกว่าอยากนอนต่อ

กินโปรตีนแก้ง่วง

เชื่อไหมว่า แม้เราจะง่วงขนาดไหน แต่ร่างกายก็สั่งให้เราหิวอยู่ดี และหลายคนมักเลือกอาหารกินง่ายๆ เช่น ขนมปัง มากินรองท้องเพราะรู้สึกไม่อยากกินอะไรและอยากนอนมากกว่า แต่การกินขนมปังในวันที่ง่วงๆ ยิ่งจะทำให้รู้สึกง่วงและตาหนักกว่าเดิม ดังนั้น ถ้าไม่อยากง่วง ต้องเลี่ยงขนมหวานหรือแป้ง แล้วเลือกกินเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนแทนดีกว่า จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว และสิ่งสำคัญคือ อย่ากินเยอะเกินไป เพราะการกินเยอะๆ จะยิ่งทำให้ร่างกายใช้พลังงานในการย่อยมาก เหมือนกับคำทีว่า หนังท้องตึงหนังตาหย่อน

กินเผ็ดๆ เปรี้ยวๆ

กินของที่มีรสชาติเผ็ดๆ เปรี้ยวๆ กลิ่นแรงๆ หรือให้ความรู้สึกเย็นซ่า จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้ระยะหนึ่ง เช่น ลูกอมเปรี้ยวๆ มะขามจี๊ด ส้ม หรือน้ำชากลิ่นมิ้นต์ หรือใครสายแซ่บ เลือกกินเผ็ดๆ ก็ได้ ส้มตำสักครก รับรองว่าตื่นตลอดวัน

พยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติ

เมื่อเลิกงานกลับถึงบ้านแล้ว หลายคนเลือกที่จะสลบอยู่บนเตียงทันที แต่การทำแบบนี้จะยิ่งแย่ไปใหญ่ สิ่งที่ควรทำก็คือ อย่ากลับถึงบ้านแล้วนอนเลย ควรกินข้าว ทำทุกอย่างให้ปกติแม้จะรู้สึกง่วงมาก

อย่านอนทันที อย่านอนก่อน 20.00 แต่ให้เข้านอนให้เร็วขึ้น สักช่วง 21.00 ? 22.00 ก็ได้ และนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดีกว่า เมื่อตื่นขึ้นมาอีกวันก็จะสดชื่นไม่เพลีย เพราะหากเรานอนทันที เราจะตื่นกลางดึก แล้วก็นอนต่อไม่หลับ สุดท้ายก็กลับไปจุดเดิมคือ นอนไม่พอ ตื่นเช้ามาไม่สดใสอีก



error: Content is protected !!