รุ้งตัดแวงสปาย-กลาส
เมื่อวานนี้เห็นกันไปแล้วว่า ทำไมบริษัทการเงินชื่อดังของสหรัฐเวลาจะล้มถึงได้ล้มง่ายๆ
ลงถ้าหนี้ระยะสั้นมากกว่าเงินสดในมือ
สะดุดขึ้นมาเมื่อไหร่ ปัญหาก็เป็นวิกฤตได้ทันที
ทั้งที่รับค่าจ้างกันมหาศาล ไฉนทำงานมักง่าย
นิโคลาส คริสตอฟ คอลัมนิสต์ดังของนิว ยอร์ก ไทมส์ แฉว่า ริชาร์ด ฟัดด์ ซีอีโอ เลห์ แมน บราเธอร์ส รับผลตอบแทนในช่วงระหว่างปี 1993-2007 ไปมากกว่า 500 ล้านเหรียญ
เฉพาะปีที่แล้วก็ 45 ล้านเหรียญ หรือชั่วโมงละ 17,000 เหรียญ
แต่ฟัดด์(ซึ่งทำบริษัทเจ๊งคามือ)ไม่ได้เป็นคนที่รับค่าตอบแทนสูงสุด
สแตนลีย์ โอนีล ซีอีโอของ เมอร์ริล ลินช์ ซึ่งถูกไล่ออกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เพราะทำบริษัทเจ๊งคามือพร้อมหนี้สินนับหมื่นล้านเหรียญอีกเหมือนกัน
ได้ค่าตอบแทน 48 ล้านเหรียญในปี 2006 สูงเป็นอันดับสองของวอลล์สตรีต เป็นรองแค่ลอยด์ แบลงก์เฟน ซีอีโอ โกลด์แมน แซคส์ ที่ได้ไป 54 ล้านเหรียญ
พอปี 2007 แบลงก์เฟนยังครองอันดับหนึ่งของผู้บริหารสถาบันการเงินที่มีค่าจ้างสูงสุดคือ 68 ล้านเหรียญ
ในจำนวนนี้มีทั้งเงินสด 28 ล้านเหรียญ ที่เหลือเป็นหุ้น และสิทธิในการซื้อหุ้น
กลับไปที่เมอร์ริล ลินช์อีกที
ปีที่แล้วแค่ 5 ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทมีรายได้รวมกัน 170 ล้านเหรียญ
นอกจากแสตนเลย์แล้วยังมีอีก 4 รองประธานบริหาร ดาว คิม, เกรก เฟลมมิง, อาห์มาส ฟาคาฮานี และโรเบิร์ต แมคคาน รับไปคนละ 37, 34, 30 และ 23 ล้านเหรียญตามลำดับ
มีผลวิจัยด้วยว่า ในทศวรรษ 1970 ผลตอบ แทนเฉลี่ยของซีอีโอเมื่อเทียบกับลูกจ้างทั่วไปคือ 11 เท่า
1980 เพิ่มขึ้นเป็น 42 เท่า พอเข้า 1990 พุ่งขึ้นไปเป็น 85 เท่า
มาถึงวันนี้ค่าตอบแทนซีอีโอทั้งหลายมากกว่ารายได้เฉลี่ยของพนักงาน 531 เท่า
บริษัทเจ๊ง ก็ล้มบนฟูก
ถูกสอบสวนว่าทุจริตหรือไม่นั่นแหละชอบแล้ว
ข้อมูลจาก ข่าวสด
