เผยความนิยมในการกินเนื้อสัตว์ป่า ยาสมุนไพรโบราณ ทำลายความหลากหลายทางสายพันธุ์ของพืช-สัตว์ในเวียดนาม แฉลักลอบค้าสัตว์ป่าน้อยกว่าค้ายา-ค้าอาวุธนิดเดียว ชี้มีการขนส่งผ่านเข้า-ออกเวียดนามปีละกว่า 4,000 ตัน คิดเป็นเงินกว่า 67 ล้านดอลลาร์รายงาน 2 ชิ้น ของผู้เชี่ยวชาญที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมระบุว่า ความนิยมในการรับประทานเนื้อสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และความต้องการยาสมุนไพรตามความเชื่อแบบดั้งเดิมเป็นตัวการที่ทำลายสปีชีส์ของพืชและสัตว์จำนวนมาก ทั้งในเวียดนามเองและพื้นที่บริเวณชายแดน
เวียดนามเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่พืชและสัตว์บางสปีชีส์อาจจะสูญพันธุ์ไปก่อน ที่จะเป็นที่รู้จักทางวิทยาศาสตร์จากการลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายที่เชื่อว่า มีจำนวนน้อยกว่าการลักลอบค้ายาเสพติดและอาวุธสงครามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
รายงาน 2 ฉบับนี้เปิดเผยว่า แม้ว่าเวียดนามจะยืนยันความรับผิดชอบต่อนานาชาติว่าจะปราบปรามสิ่งเหล่านี้ แต่การลักลอบค้าเสือ ลิง งู ตัวนิ่มและสัตว์อื่นๆ ที่ได้รับความนิยมที่เข้ามาหรือผ่านมายังเวียดนามก็ยังมีเป็นจำนวนมาก
เหวียน ฟาน สง แห่งมหาวิทยาลัยการเกษตรฮานอยเขียนไว้ในวารสารสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาว่า การลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในเวียดนามยังคงไม่ลดลงและส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะสัตว์ป่าในเวียดนามเริ่มขาดแคลน
ผลการศึกษาประเมินว่า มีจำนวนสัตว์ที่เป็นๆ หรือเนื้อ หนัง กระดูก และผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายอย่างอื่นมากถึง 4,000 ตันต่อปี ที่ลักลอบขนส่งเข้ามาและออกจากเวียดนาม คิดเป็นเงินรายได้จากการนี้มูลค่า 67 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่นำมาจากอุทยานแห่งชาติหลายแห่งของเวียดนามรวมทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา โดยนำไปจำหน่ายในเวียดนาม จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น
การลักลอบจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวกับสัตว์ป่าจำนวนมากที่สุดนั้น ถูกลักลอบผ่านช่องทางพรมแดนเวียดนาม-จีนโดยมีสินค้าประมาณ 2,500-3,500 กิโลกรัม ถูกลำเลียงผ่านจุดผ่านชายแดนสำคัญ 2 จุดทุกวัน
ที่ผ่านมามีการจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ได้บ้าง เช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตำรวจเวียดนามสามารถยึดของกลางที่เป็นงูที่ยังมีชีวิตอยู่น้ำหนักรวมมากกว่า 2 ตัน และเต่าที่มีน้ำหนักรวมกว่า 770 กิโลกรัม ซึ่งลักลอบขนมาจากลาวและจะส่งต่อไปยังจีน
แต่รายงานระบุว่า จำนวนของกลางที่ยึดมาได้นั้นคิดเป็นเพีง 3 เปอร์เซ็นต์ ของการลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด และเจ้าหน้าที่นั้นมีข้อเสียเปรียบจากการที่ตำรวจป่าไม้ 1 นาย ต้องดูแลพื้นที่เฉลี่ยถึง 1,400 เฮกตาร์ (3,500 เอเคอร์) โดยได้รับค่าตอบแทนเพียงเดือนละ 50 ดอลลาร์เท่านั้น (ราว 1,650 บาท)
พวกผู้ค้าจะใช้วิธีการติดต่อกับผู้มีอิทธิพล จากนั้นก็จะข่มขู่หรือติดสินบนเจ้าหน้าที่ และใช้วิธีซ่อนสินค้าผิดกฎหมายไว้ในรถบรรทุก รถพยาบาล ขบวนรถแต่งงาน งานศพหรือรถขนนักโทษ
รายงานระบุว่า กรุงฮานอยเป็นตลาดใหญ่ที่สุดสำหรับเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายโดยทำรายได้มากกว่า 12,000 ดอลลาร์ต่อวัน ทั้งที่ฮานอยเป็นศูนย์กลางของนโยบายในการปกป้องและอนุรักษ์สัตว์ป่า นั่นแสดงให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการนำไปปฏิบัติจริงนั้นยังห่างไกลกันมาก (เอเอฟพี)
หน้า 13
ข้อมูลจาก มติชน
