เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อ 4 ส.ค. บรรดาผู้นำชาติ ตะวันตกต่างส่งสารไว้อาลัยถึงรัสเซียต่อการสูญเสียนาย อเล็กซานเดอร์ ซอลเชนิตซิน วัย 89 ปี นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมปี 2513 ผู้ตีแผ่ความโหดร้ายในค่ายกักกันยุคเผด็จการสตาลิน หลังเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายที่บ้านพักชานกรุงมอสโกประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ผู้นำรัสเซียแสดงความเสียใจไปถึงครอบครัวนายซอลเชนิตซิน พร้อมกล่าวยกย่องว่า บุรุษผู้นี้คือ นักปราชญ์ นักเขียน และนักสิทธิมนุษยชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ขณะที่นายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรี ซึ่งไปเยี่ยมนาย ซอลเชนิตซินเมื่อกลางปีที่แล้ว กล่าวว่า เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของรัสเซีย
ด้านนายมิกฮาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียต กล่าวว่า ชื่อของซอลเชนิตซินจะจารึกในประวัติศาสตร์รัสเซียที่ปรับเปลี่ยนสู่การเป็นประ เทศประชาธิปไตย ชาวรัสเซียต่างเป็นหนี้บุญคุณนักเขียนผู้นี้
นางแองเกล่า แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ยก ย่องว่า ซอลเชนิตซินเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ ส่วนนายนิโคลัส ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แถลงเชิด ชูนายซอลเชนิตซินว่า เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของรัสเซียในยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งตระหนักถึงความผิดชอบชั่วดีอย่างแท้จริง เสมือนเป็นทายาทวรรณกรรมของฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ อย่างไม่ต้องสงสัย
ตามประวัติชีวิตนายซอล เชนิต ซิน เคยร่วมรบหน่วยทหารปืนใหญ่และได้รับเหรียญกล้าหาญ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ถูกตำรวจลับโซเวียตจับกุมฐานเขียนจดหมายวิจารณ์ยุทธศาสตร์การรบของเลนิน ผู้นำสูงสุด และถูกจำคุก 8 ปีในคุกโซเวียต (กูลัก) ซึ่งซอลเชนิตซินใช้เป็นแหล่งข้อมูลผลิตวรรณ กรรมตีแผ่เรื่องราวทุกข์ทรมานในค่ายกักกันและความ อยุติธรรมในสังคมโซเวียตในยุคสตาลิน ถ่ายทอดสู่วรรณกรรมอมตะ อาทิ วันหนึ่งในชีวิตของ อีวาน เดนิโซวิช ส่งผลให้ชนะโนเบล และ ชีวิตคุกรัสเซีย ก่อนโดนเนรเทศไปลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ ต่อมาเมื่อโซเวียตล่มสลาย นายซอลเชนิตซินเดินทางกลับมาตุภูมิปี 2537 บั้นปลายชีวิตเน้นเขียนงานวิเคราะห์รากเหง้าประวัติ ศาสตร์รัสเซีย
หน้า 7
ข้อมูลจาก ข่าวสด
