วิเคราะห์ในขณะที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ยังวุ่นวายอยู่กับการเปลี่ยน ผู้นำ หลัง พลอากาศโทชนะ อยู่สถาพร ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เมื่อ 5 สิงหาคม 2551 คณะกรรมการ ทอท.ได้แต่งตั้ง เสรีรัตน์ ประสุตตานนท์ ผู้อำนวยการสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิควบตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทันที
ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงและผู้นำเริ่มนับ 1 ใหม่ สิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ โปรเจ็กต์การลงทุนขยายสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ เฟส 2 มูลค่ากว่า 75,000 ล้านบาท จะคืบหน้าตามแผนได้หรือไม่ หากสถานการณ์ภายใน ทอท.นอกจากจะเปลี่ยนผู้นำบ่อยแล้ว
ยังมีปัญหาใหญ่ฝังแน่นคือ ระบบการขับเคลื่อนแบบราชการ ขาดความฉับไวในการตัดสินใจ ผู้บริหารเกือบทุกระดับใน ทอท.ก็มีวิธีการทำงานไม่แตกต่างไปจากบอร์ด เพราะทุกฝ่ายเกรงจะโดนตรวจสอบและถูกกล่าวโทษเอาผิด ซึ่งบอร์ดชุด พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร เคยสร้างบรรทัดฐานไว้
ดังจะเห็นได้จากเข้าเดือนที่ 8 แล้ว โครงการแก้ไขปรับปรุงบริการสุวรรณภูมิเรื่องใหญ่ๆ แทบจะไม่เห็นผล จะมีก็แต่ งานขนาดย่อย ส่วนเรื่องเคาน์เตอร์เช็กอิน ผู้โดยสารชั่วโมงเร่งด่วนโซนของการบินไทยนำพื้นที่ส่วนใหญ่ไปทำ รอยัล ซิลค์ บริการลูกค้า ชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจซึ่งมีเพียง 5% ปล่อย ให้พื้นที่บริการผู้โดยสารชั้นประหยัด ซึ่งมีถึง 95% ตกอยู่ในสภาพแออัดยัดเยียด ปัญหานี้ ทอท. ยังเจรจากับสายการบินไม่ได้
ส่วนการทำงานอีกด้านหนึ่งของบอร์ดแม้ นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธานเอง ขยันประชุมทุกวันพฤหัสฯเว้นพฤหัสฯก็ตาม แต่งานใหญ่ก็แทบจะไม่คืบหน้า แถมตั้งคณะกรรมการย่อยรับผิดชอบเฉพาะถึง 16 ชุด
เป็นมุมมองจากผู้บริหารสนามบินนานาชาติในไทยวิเคราะห์และสะท้อนวิธีการทำงานของบอร์ดและฝ่ายบริหาร ทอท.ปัจจุบัน ที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับสนามบินนานาชาติ ชางยี (Changyi International Airport) สิงคโปร์ ล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2551 นายลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพิ่งจะประกาศสนับสนุนการขยายชางยี เทอร์มินอล 4 รองรับราว 100 ล้านคน
หลังจากเพิ่งจะเปิดให้บริการอาคาร ผู้โดยสารหลังที่ 3 (Terminal : T3) อย่างเป็นทางการเมื่อ 28 กรกฎาคม 2551 ช่วงทดลองใช้ 6 เดือนแรกปีนี้มีผู้ใช้บริการมากถึง 5 ล้านคน จากปริมาณจราจร 900 เที่ยว/สัปดาห์ ทันทีที่เปิดเต็มรูปแบบสิงคโปร์ยิ่งเกิดความมั่นใจมากขึ้นว่า สถานการณ์ครึ่งปีหลังการเติบโตเร็วมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มตามเป้าหมาย 18.7 ล้านคน บวก 5.4%
ชางยีวางกลยุทธ์เชิงรุกทันที โดยกรมการบินพาณิชย์สิงคโปร์ (Civil Airport Authority Singapore : CAAS) ทุ่มทุนจัดมหกรรม ช็อปปิ้งโปรโมชั่น ถือโอกาสแนะนำบริการพร้อมกับคืนกำไรแก่ ผู้โดยสารตลอด 64 วัน ตั้งแต่ 28 กรกฎาคม-28 กันยายนนี้ ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้ประกอบการในสนามบินกว่า 340 ร้าน มีกลุ่มร้านค้าปลีก 230 ร้าน ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 110 ร้าน
นำไฮไลต์ช็อปแจกโชคมูลค่ามหาศาล ลุ้นรางวัลจากสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส นำตั๋วโดยสารที่นั่งชั้นสวีตเครื่องบิน ซูเปอร์จัมโบแอร์บัส A380 มาแจกอย่าง จุใจ เส้นทาง ไป-กลับ สิงคโปร์ ถึงปลายทางโตเกียว ลอนดอน ซิดนีย์ และ แจกรถออดี้ A53.2SFI บัตรท่องเที่ยวเรือสำราญหรูควีนวิกตอเรีย บัตรคืนกำไรและรางวัลอื่นๆ มากมาย
กองกษาปณ์สิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore : MAS) ยังได้จัดทำเหรียญที่ระลึกเพื่อแสดงถึงการก่อสร้างอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยออกแบบเหรียญสะท้อนถึงเทอร์มินอลสนามบินที่ขับเคลื่อนควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมนำมหัศจรรย์ทางธรรมชาติกับศิลปะทางเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากันได้อย่างลงตัว
นายลิม คิม ชูน ผู้อำนวยการบริหารและซีอีโอกรมการบินพาณิชย์สิงคโปร์ กล่าวว่า ได้ตั้งสถาบันการบิน Aviation Insight Series พร้อมเปิดสิงหาคม 2551 เพื่อเร่งสร้างเอกลักษณ์มาตรฐานการบินระดับประเทศและนานาชาติก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพและสร้างประสบการณ์ทันต่อเหตุการณ์อนาคตทุกด้าน
นายวิลเลี่ยม โวสส์ กรรมการผู้จัดการและซีอีโอมูลนิธิมาตรฐานความปลอดภัยทางการบิน (Flight Safety Foundation) กล่าวเสริมว่า จะวางเป้าหมายสร้างสมดุลผสมผสานมาตรฐานความปลอดภัยกับการควบคุมกฎการรักษาดูแลสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติการบินกับสิ่งแวดล้อม
บทบาทของสถาบันการบินเป้าหมายสูงสุดจะเป็นองค์กรและสถาบันอินเตอร์มุ่งสร้างเวทีสำคัญการแลกเปลี่ยนและขับเคลื่อนผู้นำและผู้เชี่ยวชาญทางการบินแก่สายการบิน สนามบินนานาชาติ บริการนำร่องอากาศยาน และ พัฒนาอุตสาหกรรมการบินทั้งหมดเดินหน้าไปกับสิงคโปร์ที่จะสร้างกุญแจสู่ผู้นำของอุตสาหกรรมการบิน
นับวัน ชางยี สิงคโปร์ จะทิ้งห่าง สุวรรณภูมิ ทุกเรื่อง ไม่เฉพาะแต่ด้านการลงทุนขยายเทอร์มินอล 4 หากยังจัดตั้งสถาบันการบินผนวกเทรนด์ปกป้องโลกร้อน แตกต่างจากนโยบายรัฐบาลไทยยังเพลิดเพลินกับการเปลี่ยนผู้นำ หน้า 25
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
