วิเคราะห์ระหว่างที่น้ำมันตลาดโลกยังคงผันผวนปรับราคาสูงขึ้นทุกวันกับมีภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายแก่ประเทศในเขตกำลังซื้อกลุ่มใหญ่อย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ สายการบินนานาชาติ ทั่วโลก และบริษัทผู้ผลิต เครื่องบินทั้งแอร์บัสและโบอิ้ง เร่งปรับโมเดลเชิงรุกรับมือสถานการณ์อนาคตอุตสาหกรรมการบินโลก
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะสายการบินแห่งชาติ และผู้ถือหุ้นใหญ่สายการบินต้นทุนต่ำ (low cost airline) นกแอร์ มีภารกิจวางแผนพัฒนาธุรกิจตามนโยบายรัฐบาลตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไปจะต้องขึ้นเป็นผู้นำสายการบินเอเชีย
ภายใต้การบริหารของ เรืออากาศโทอภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (DD) เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าการบินไทยจะฝ่าวิกฤตได้อย่างไร ?
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้กำกับดูแลนโยบายการบินไทย กล่าวว่าเคยให้นโยบายฝ่ายบริหารมาตั้งแต่ต้นถึงการตัดสินใจพัฒนาธุรกิจต้องมีความชัดเจนสาธารณชนตรวจสอบได้ เช่น แผนจัดซื้อฝูงบินใหม่ จัดซื้อเครื่องยนต์ และอุปกรณ์การบินต่างๆ หากมีความจำเป็นต้องจัดหาก็ให้เร่งดำเนินการอย่ารีรอ และ/หรือ หวั่นเกรงปัญหาจะมี ผู้ใดได้รับประโยชน์ ถ้าเป็นผลดีก็ควรลงมือทำทันทีไม่ใช่รอมาจนถึงวันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง
นักวิเคราะห์การบินเปรียบเทียบแนวทางการปรับแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง (มิถุนายน-ธันวาคม 2551) ระหว่างสายการบินนานาชาติในเอเชีย-แปซิฟิก กับการบินไทย โดยระบุว่าผู้นำแต่ละสายการบินไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส คาเธ่ย์ แปซิฟิค เกาหลีแอร์ไลน์ อีวีเอแอร์ (ไต้หวัน) ต่างก็มีแผนปฏิบัติการต้นทุนและรายได้รับมือกับราคาน้ำมันได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถขยายเส้นทางบินใหม่ร่วมกับพันธมิตรได้ตามปกติ
เช่น สิงคโปร์ แอร์ฯ นำเครื่องบินแอร์บัส A340-500 ลงทุนใหม่ทำเป็นเก้าอี้ชั้นธุรกิจทั้งลำ 100 ที่นั่ง บริการนักธุรกิจข้ามทวีป สิงคโปร์-นิวยอร์ก สามารถขายตั๋วโดยสารได้ราคามากกว่าปกติถึง 3 เท่า ส่วน คาเธ่ย์ แปซิฟิค รุกแผนเปิดจุดบินใยแมงมุมสร้าง Pearl River Delta 3 เหลี่ยมปากแม่น้ำ 3 ประเทศ ฮ่องกง มาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นศูนย์กลางการบินเอเชียแห่งใหม่ เกาหลีแอร์ไลน์ กับ อีวีเอแอร์ ใช้จุดแข็งด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ (cargo freighter) สร้างมูลค่าเพิ่มรายได้ เผชิญหน้ากับปัจจัยเสี่ยงรอบด้านอย่างปลอดภัย
ต่างจาก การบินไทย หลังจากรัฐบาลไทยรักไทยเรื่อยมาจนถึงรัฐบาลพลังประชาชนให้นโยบายชัดมาตลอดที่จะให้เป็นสายการบินด้านบริการติด 1 ใน 3 ของเอเชีย และ 1 ใน 5 ของโลก แต่จนถึงวันนี้ปรากฏการณ์การบินไทยจะอาการสาหัสหนักกว่าเดิมหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกเที่ยวบินตรงข้ามทวีป กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก เพื่อนำเครื่องบินแอร์บัส A340-500/600 จำนวน 6 ลำ ที่ออกแบบไว้เพื่อบิน 14 ชั่วโมงขึ้นไป เปลี่ยนมาบินประมาณ 4-5 ชั่วโมง เส้นทาง กรุงเทพฯ-นาโกย่า (ญี่ปุ่น)
นักวิเคราะห์การบินกล่าวว่ามีกระแสเกี่ยวกับการบินไทยหลังเลิกบินนิวยอร์กตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2551 ก็เตรียมขาย A340-500 โดยอยู่ระหว่างเจรจากับกาตาร์ แอร์เวย์ส ต่อรองราคากันแล้ว แต่ยังขาดทุนอยู่ถึง 3,000 ล้านบาท/ลำ ข้อตกลงยังไม่สำเร็จระหว่างนี้จึงต้องนำเครื่องไปบินเส้นทางแถบเอเชีย
หรือแม้แต่การจัดซื้อเครื่องยนต์ติดตั้งในฝูงบินใหม่ซึ่งผู้ถือหุ้นการบินไทยเคยส่งเอกสารร้องเรียนส่งให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีคมนาคม ตรวจสอบรายละเอียดตั้งแต่มีนาคม 2551 จนถึงขณะนี้ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตพร้อมทั้งวิเคราะห์ว่า การบินไทยทำเงื่อนไขการจัดซื้อเครื่องยนต์จากค่ายโรลสรอยซ์ (Rollsroyce : RR) เหมาการรับซ่อมบำรุงทั้งหมด (total care) และ/หรือ ได้จ่ายเงินประกันล่วงหน้าไป เมื่อต้นปีที่ผ่านมาราว 1,000 ล้านบาท
เงื่อนไขการจัดหาเครื่องยนต์โดยผูกติดไว้กับการเหมาจ้างซ่อมทั้งหมด ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นข้อผูกพันต่อเนื่อง อนาคตหากการบินไทยซื้อฝูงบินใหม่จากแอร์บัสก็จะต้องจัดซื้อเครื่องยนต์จากโรลสรอยซ์ด้วยใช่หรือไม่ รวมทั้งการปรับเงื่อนไขวิธีการจ่ายค่าซ่อมเครื่องยนต์จากเดิมการบินไทยเคยจ่ายตามที่มีการซ่อมจริง แต่หลังจากนี้ไปจะจ่ายให้โรลล์รอยซ์เป็นรายเดือนเนื่องจากสัญญาจ้างเหมาซ่อมแบบ Total care
แผนตั้งรับและปฏิบัติการบินเชิงรุกเพื่อรับมือกับน้ำมันและภัยธรรมชาตินั้นสาย การบินเอเชียฉลุย ทั้งแผนปรับจุดบิน การบริหารรายได้ให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมัน และกำลังซื้อบางตลาดซึ่งถูกภัยธรรมชาติทำให้ชะลอการเดินทาง
ส่วน การบินไทย ยุค อภินันทน์ สุมนะเศรณี ที่รัฐบาลฝากความหวังให้ดูแลชะตากรรมสายการบินแห่งชาติ มั่นใจหรือไม่ว่าจะนำพาธุรกิจไปสู่ผู้นำความสำเร็จได้ ? หน้า 25
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
