สัมภาษณ์ปานฑิต ชนะภัย ว่าที่ รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ (DN) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเริ่มแสดงฝีมือตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป มีอายุการทำงานกว่าจะเกษียณเหลืออีกถึง 7 ปี ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16-19 สิงหาคม 2550 ถอดรหัสวิธีคิดและประสบการณ์โชกโชน 26 ปี 9 ตำแหน่ง เขามีส่วนร่วมสร้าง จุดเปลี่ยน ให้การบินไทยหลายครั้ง เมื่อสำนักงานใหญ่เรียกตัวกลับกรุงเทพฯ 1 สิงหาคม 2538 ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้จัดการกองบริการตอบแทนลูกค้า ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ รอยัล ออร์คิด พลัส (ROP) โปรแกรมสะสมไมล์เดินทางเป็นตัวชูโรง
ปานฑิต เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า รอยัล ออร์คิด พลัส เป็นสินค้าที่สร้างแรงส่งปั๊มยอดรายได้จากการขายตั๋วโดยสารการบินไทยเติบโตได้มหาศาล จากการมอบสิทธิประโยชน์อย่างจริงใจ ตอบสนองให้ลูกค้าเกิดความจงรักภักดีต่อการบินไทยและใช้บริการตลอดไป ช่วงปี 2536-2537 สายการบินยักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่งเริ่มทำไมล์สะสมออกวางตลาด ปานฑิตเข้ามาได้จังหวะพอดีกับที่การบินไทยลงทุนทำเรื่องนี้ มีโอกาสดึงประสบการณ์ในลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ออกมาประยุกต์ใช้ได้ผลมาก
ปานฑิตย้อนสถานการณ์ให้ฟังว่า ทันทีที่เปิดรับสมัครสมาชิกรอยัล ออร์คิด พลัส ผลปรากฏว่าเครื่องรับแฟกซ์ไหม้ไปไม่รู้กี่เครื่อง ลูกค้าสมัครกันไม่หยุด จากนั้น 2 ปีทำแผนเชิงรุกมีสมาชิกใหม่สมัครเกือบ 20,000 คน/เดือน กระทั่งปี 2550 มีสมาชิก ROP กว่า 2 ล้านคน เป็นโกลด์ 4 หมื่นคน ซิลเวอร์ 3 แสนคน ที่เหลือเป็นสมาชิกธรรมดา
สิทธิต่างๆ ที่ ROP สร้างขึ้นขณะนี้มีการทำสัญญาร่วมกับรายการบัตรเครดิตสถาบันการเงิน ธนาคาร ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ รถเช่า โรงแรม และ พันธมิตรสารพัดกลุ่มล้วนเป็นประโยชน์แก่สมาชิกทั้งสิ้น เป็นการสร้างประสบการณ์ชีวิตให้สมบูรณ์ เพราะพันธมิตรแต่ละกลุ่มจ่ายเงินซื้อไมล์ไปให้ลูกค้าเก็บสะสม เป็นช่องทางการขายเทรนด์ใหม่โดยไม่ได้เบียดบังที่นั่งปกติหายไป เพราะจัดสรรเปอร์เซ็นต์ที่นั่งตั๋วรางวัลสัดส่วนเหมาะสม
1 มีนาคม 2544 ปานฑิตขยับไปเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลผลิต ทำงานอยู่ 2 ปี เป็นอีกยุคที่สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการเข้าไปมีส่วนร่วมก่อตั้งพันธมิตร สตาร์ อัลไลแอนซ์ กับ 4 ยักษ์ใหญ่ การบินไทย ลุฟท์ฮันซ่า ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ส สแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ส ทุกสายการบินต่างก็รู้ดีว่าโปรแกรมสะสมไมล์เป็นเครื่องมือสำคัญของพันธมิตรจนมีคำพูดต่อมาด้วยว่า รายการสะสมไมล์ คือกาวของพันธมิตร เชื่อมและดึงดูดให้อยู่กลุ่มเดียวกันได้ พร้อมทั้งสามารถขยายผลไปยังการทำโครงการอื่นเพิ่มเข้ามา
ปานฑิตบอกว่า เข้าไปเกี่ยวกับการก่อตั้งสตาร์ อัลไลแอนซ์ เพราะตอนนั้นถูกส่งให้ไปร่วมล็อบบี้ปลุกเร้ากระตุ้นพันธมิตรการบินให้เกิดเร็วที่สุด เพื่อจะได้นำสิทธิประโยชน์แลกเปลี่ยนเส้นทางบินที่การบินไทยไปไม่ถึงจุดต่างๆ รอบโลก ก็สามารถใช้เครือข่ายพันธมิตรทำให้เกิดพลังและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้โดยสารโดยตรง
ผมสนุกมากกับที่ได้เข้าไปทำโปรแกรมท้าทายใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ภายในห้องโดยสารเครื่องบิน ยุคนั้นผลิตภัณฑ์ล้าสมัยมาก ท่ามกลางผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีทุนพอจะเปลี่ยนแปลง การรักษาลูกค้าโดยกระตุ้นให้เกิดความจงรักภักดีเป็นกลยุทธ์ที่เยียวยาส่วนแบ่งตลาด ดีกว่าจะต้องไปแย่งชิงกับคู่แข่งซึ่งจะต้องใช้พลังถึง 6 เท่า จึงจะแย่งมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการแจก แถม ฟรี จากนั้นก็เข้าร่วมเป็น 1 ในคณะทำงานปรับปรุงผลิตภัณฑ์บริษัทลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำ 2-3 ปี ส่งผลมาถึงปีนี้เครื่องพิสัยไกล 70% ทันสมัยทัดเทียมคู่แข่ง
1 มีนาคม 2546 ปานฑิตได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานสาขาประเทศไทย (NN) คุมพื้นที่การขายตั๋วใหญ่สุดในประเทศ เน้นเรื่อง นโยบายราคา ให้เกิดความเท่าเทียมแต่ทางสะดวกตลอดเพราะมารับช่วงเป็นต่อจาก พี่ชาย (ชัยวัฒน์ ชนะภัย) ซึ่งวางพื้นฐานปรับกระบวนการราคาขายตั๋วให้มีความเท่าเทียมกัน ทุกช่องทาง ยุติธรรม โปร่งใส กับเอเย่นต์ทุกเจ้า โดยมีอดีต DN คุณวสิงห์ กิตติกุล และคุณสุเทพ สืบสันติวงศ์ ชี้แนะ ผนวกกับการเข้มงวดการทำระบบสำรองการขายตั๋วหมู่คณะ (GIT) ทำให้เอเย่นต์หันไปแข่งขันกัน เพิ่มคุณภาพบริการ ไม่ต้องพะวงการแข่งขันราคาอีกต่อไป
ผมขอคุยนิดนึง 2 ปีที่เป็น NN ประเทศเผชิญวิกฤตหนักถึง 4 วิกฤต สึนามิ ไข้หวัดซาร์ส หวัดนก แต่ผลจากการจัดระเบียบการขายตั๋วทำให้แผนกผมทำยอดได้เป้าหมายถึง 3 ครั้ง ผมเขียนจดหมายอธิบายหลักและนโยบายถึง พนักงาน 675 คน ทำตารางบินเย็บติดซองเงินเดือน ผมเดินทางไปเยี่ยมสำนักงานขายทุกแห่ง ทั่วประเทศ ทำให้รู้วิธีการทำงานแต่ละที่เป็น อย่างดี ในจังหวะที่เกิดคู่แข่งใหม่โลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ขึ้นพอดี ก็เลยได้ไอเดียให้สำนักงาน ทำตั๋วขายการเดินทางข้ามระหว่างภาคเหนือ ใต้ อีสาน และให้ทั่วโลกขายแบบนี้เช่นกัน ทำให้ผลการดำเนินงานปี50 แม้จะมีโลว์คอสต์แต่ยอดขายตั๋วกลับเพิ่มเป็นเท่าตัวจากธรรมดาเพิ่ม 5-10% ขณะนี้กลายเป็น 20-30%
ระหว่างปี 2548-2549 แต่ละปีปานฑิตเปลี่ยนอีก 2 ตำแหน่ง 1 มีนาคม 2548 เป็น ผู้จัดการฝ่ายภาคพื้นอเมริกาและเอเชียตะวันออก 13 กันยายน 2549 เป็น ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนการตลาด (DS) และเมื่อ 9 สิงหาคม 2550 บอร์ดชุดพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข กับเรืออากาศโทอภินันทน์ สุมนะเศรณี DD ไว้วางใจให้รับผิดชอบภารกิจ DN นำเทรนด์ใหม่มาบริหาร
หน้า 35
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
