เผือกร้อน การบินไทย เปลี่ยนจากซื้อเป็นเช่าฝูงบินแอร์บัส 8 ลำ A330-300 รื้อรอบใหญ่สัญญาสิทธิประโยชน์ 8,656 ล้านบาท เงื่อนงำจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าสูงกว่าท้องตลาด สมนาคุณเงินสำรองค่าซ่อมและตกแต่งกว่า 8,092 ล้านบาท แถมบอร์ดอนุมัติให้จ่ายเงินดาวน์ 442 ล้านบาท เดือนกุมภาพันธ์ ก่อน ครม.อนุมัติในเดือนมิถุนายน 2550แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ประชาชาติธุรกิจ ว่า แผนลงทุนจัดหาฝูงบินแอร์บัส A330-300 จำนวน 8 ลำ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 11 มิถุนายน อนุมัติให้การบินไทยใช้วงเงิน 33,451 ล้านบาท โดยเปลี่ยนวิธีจากจัดซื้อเป็นเช่าตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมซึ่งขอให้เลือกแนวทางนี้เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเนื่องจากในอนาคตเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดเชื้อเพลิง พิสัยการบินทำได้ทั้งระยะกลางและระยะไกลต่างจากแอร์บัส A300-300 บินได้เฉพาะระยะกลางเท่านั้น
หลังจาก ครม.มีมติให้เปลี่ยนจากซื้อเป็นเช่าแบบ opera ting least ฝูงบินใหม่แอร์บัส A330-300 ขณะนี้คณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย ที่มีพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข เป็นประธาน กำลังถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาสิทธิประโยชน์ตามสัญญาผูกพันระหว่างการบินไทยกับ แอร์บัสมูลค่า 262.31 ล้านเหรียญสหรัฐ (8,656.23 ล้านบาท) จะยังมีอยู่ต่อไปหรือไม่ และใครเป็นผู้รับไปเก็บไว้ จากที่แอร์บัสจะส่งมอบ A380-800 ล่าช้า 6 ลำ เสนอพ่วงซื้อ A330-300 อีก 8 ลำ แลกกับสิทธิประโยชน์เพิ่ม 186.12 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเงินดาวน์หรือมัดจำล่วงหน้าบวกค่าส่งมอบล่าช้าเครื่อง A380-800 อีก 76.19 ล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อตกลงแลกเปลี่ยนกันไว้ 2 ส่วน
ส่วนแรก กรณีที่แอร์บัสส่งมอบเครื่อง A380-800 จำนวน 6 ลำ จะชดเชยค่าล่าช้าให้ 28.08 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันเงินดาวน์ที่การบินไทยจ่ายค่าเครื่องล่วงหน้าไว้ 48.11 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นที่การบินไทยควรจะได้คืนจากแอร์บัส 76.19 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนที่สอง กรณีการบินไทยจะต้องซื้อฝูงบินใหม่ A330-300 อีก 8 ลำ แอร์บัสจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่ม 3 รายการ คือ 1)ส่วนลดค่าเครื่องรวม 150 ล้านเหรียญสหรัฐ 2)นำค่าส่งมอบ A380-800 ล่าช้ามาชดเชยเป็นค่าเครื่อง A330-300 ลำละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าการบินไทยจะซื้อฝูงบินรุ่นนี้เพิ่มจะให้ค่าตอบแทน 2.50 ล้านเหรียญสหรัฐ ค่า ตกแต่งปรับปรุงผลิตภัณฑ์ภายในเครื่องบิน A330/A340 ให้อีกมูลค่า 1.25 ล้านเหรียญสหรัฐ 3)เลื่อนการจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ไปอีก 1 ปี จากปี 2550 เป็นปี 2551
นอกจากนี้กลุ่มผู้ประกอบการสายการบินระบุว่ามีสิ่งผิดปกติอีก ได้แก่ 1)เหตุใดการบินไทยต้องจ่ายมัดจำเพิ่มอีก 1% สูงกว่าตลาดทั่วไปจ่ายกันเพียง 2 แสนเหรียญสหรัฐ/ลำ
2)ขณะนี้เงินมัดจำที่บอร์ดพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข อนุมัติให้ดำเนินการทำสัญญาจ่ายแก่แอร์บัสตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ก่อนที่ ครม.จะมีมติอนุมัติให้เช่ามูลค่า 13.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (442 ล้านบาท) โดยเฉพาะในเอกสารที่การบินไทยนำไปเสนอ ครม.ระบุว่ามีการนำงบประมาณ ปี 2549/2550 ไปจ่ายเป็นการลงทุนโครงการจัดหาเครื่องบิน A330-300 มูลค่า 623 ล้านบาท
3)เหตุใดการบินไทยต้องจ่ายค่าสำรองการซ่อมบำรุง (maintenance reserve) 4,687 ล้านบาท และค่าตกแต่งเครื่องบิน (buyer funished equipment : BFE) ประมาณ 3,405 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 8,092 ล้านบาท ต่างจากสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ที่จ่ายค่าเช่าเพียง 5 แสนเหรียญสหรัฐ/เดือน โดยไม่ต้องสำรองเงินค่าซ่อมบำรุงและค่าอุปกรณ์ตกแต่งภายในเครื่อง สะท้อนให้เห็นว่าการบินไทยใช้เงินสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปหรือไม่
อย่างไรก็ตามเรืออากาศโทอภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (DD) การบินไทย ชี้แจงมาตลอดว่าการจัดหาฝูงบินใหม่มีความโปร่งใส แต่ไม่ได้ยืนยันและ/หรือบอกวิธีดำเนินการให้ชัดเจนว่าเงินทั้งหมดกว่า 8,656 ล้านบาท ตามสัญญาแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ด้วยการซื้อเครื่องบินไม่ได้หมายถึงการเช่าเครื่องบินอันจะต้องมีบริษัทตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้องสัญญาทั้งหมดจะเปลี่ยนรูปแบบหรือไม่
ขณะที่พลอากาศเอกชลิตยืนยันหลังบอร์ดอนุมัติให้ทำสัญญาเมื่อกุมภาพันธ์ 2550 ว่าทำอย่างรัดกุมและหาก ครม. ขณะนั้นไม่อนุมัติรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จะต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะตามมาภายหลัง
หน้า 35
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
