สัมภาษณ์บรรยากาศการพัฒนารายได้จากตลาด MICE (meeting-incentive- convention-exhibition) ธุรกิจ ดาวรุ่งที่พึ่งทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย นิชาภา ยศวีร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด เจ้าแห่งผู้นำตลาดจัดงานนิทรรศการแสดง (exhibition) นำเข้าและส่งออกสินค้านานาชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ประชาชาติธุรกิจ ถึงภารกิจการสร้างมูลค่าตลาดเข้าเมืองไทยปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท
- กลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจเอ็กซิบิชั่นจากนี้ไปต้องทำอะไรบ้าง
ในฐานะเอ็มดีหญิงคนแรกของรี้ด เทรดเด็กซ์ นำใช้ปรัชญาหลักมาใช้เต็มประสิทธิภาพ หัวใจหลักคือยึดความต้องการของลูกค้า customer focused เป็นโจทย์หลักนำไปสร้างกลยุทธ์แก่ผู้ใช้บริการของเรา 3 กลุ่ม คือ คนร่วมงาน ผู้สรรหาเทคโนโลยี และหุ้นส่วน ต้องมีความรู้ 360 องศา ต้องทำการบ้านด้าน การตลาดและเทรนด์มาตอบ ผู้ซื้อกับผู้ขาย ทำให้การลงทุนของทั้งคู่พร้อมทั้งสร้างผลสัมฤทธิ์แก่ลูกค้าด้วย 3 C คือ contract ทำให้ลูกค้า ทุกกลุ่มทำสัญญาค้าขายกันอย่างราบรื่น content การจัดเอ็กซิบิชั่นทุกครั้งต้องมีเนื้อหาเรื่องสินค้าและวิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และ communication ต้องสื่อสารกันเข้าใจ ได้ธุรกิจและประโยชน์ร่วมเข้าถึงทุกกลุ่ม
รี้ด เทรดเด็กซ์ มีหน้าที่เป็นโปรโมเตอร์ รับผิดชอบงานด้านจัดเทรดเอ็กซิบิชั่นและเทรด โปรโมชั่น ความสำเร็จที่เกิดจากการสร้างแบรนด์จนติดตลาดนานาชาติมานานกว่า 20 ปี แต่ละงานจึงดีลใช้ไทยเป็นสถานที่จัดต่อเนื่อง 10 ปี/งาน ปี 2550 มีแนวโน้มว่า งานที่รี้ดฯ นำเข้า (import) งานระดับเอเชียและนานาชาติมาจัดในเมืองไทย จะมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นช่วงครึ่งปีแรก ประมาณ 8,000 ล้านบาท ครึ่งปีหลังอีกกว่า 12,000 ล้านบาท
- เอ็กซิบิชั่นดาวรุ่งสาขาใดมีการเติบโตสูง
งานอิมพอร์ตเอ็กซิบิชั่นที่รี้ดฯจัดขยายตัวมากอันดับ 1 คือ งาน Metalex ขายอุปกรณ์เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหญ่สุดของอาเซียนปีนี้เพิ่ม 30-40% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดทั่วไปมีเพียง 10-15% แม้พายุเศรษฐกิจและค่าเงินบาทจะแข็ง หลายอุตสาหกรรมเล็งเห็นว่าเป็นอุปสรรคต้องชะลอการลงทุนที่จะเข้าร่วมงาน
ตรงกันข้ามกับผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและเครื่องจักร ยิ่งภาวะเศรษฐกิจ ไม่ดี อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ยิ่งต้องอาศัยเวทีเอ็กซิบิชั่นเป็นแหล่งช็อปและค้นหาเทคโนโลยี ดีที่สุด เพื่อเพิ่มมูลค่าและซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผูกพันไปถึงบริหารการลงทุนให้ได้มากที่สุด เพราะลูกค้าเกือบทั้งหมดไม่ได้แข่งขันกันเอง แต่กำลังแข่งกับตลาดโลก
บอกได้เลยว่า ถ้าเป็นตลาดเอ็กซิบิชั่นระหว่างกลุ่มธุรกิจกับธุรกิจแบบ B to B เติบโตดีมาก ต่างจากการจัดงานแสดงสินค้าระหว่างธุรกิจกับ ผู้บริโภค B to C ขณะนี้ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดจากปัจจัยเศรษฐกิจภาพรวมและความไม่มั่นใจทางการเมือง คนไทยเริ่มหยุดใช้จ่ายเพื่อรอดูสถานการณ์
- รูปแบบการช็อปของผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดเปลี่ยนไปหรือไม่
เปลี่ยนในเรื่องการตกลงธุรกิจ โดยฝั่งผู้ซื้อ จะเพิ่มความเข้มข้นในการเข้าไปช็อปโดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพการใช้งานมากเป็นพิเศษ จากเดิม ที่เคยซื้อง่ายขายคล่อง ยุคนี้ผู้ขายต้องมีเทคนิคและกลยุทธ์ดึงความสนใจมากขึ้น จะเห็นว่าวิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์การแสดงสินค้าแต่ละงาน มีสีสันโดดเด่น รี้ดฯเองตอนนี้ต้องเพิ่มความเข้มข้นจับคู่ธุรกิจให้ตรงกลุ่ม
ส่วนการเชิญชวนลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจกับธุรกิจเข้ามาร่วมงานไม่ยากนัก เพราะลงเสาเข็มหรือสร้างชื่อในตลาดมากว่า 10 ปี มีฐานข้อมูลครบเครื่อง แต่ความยากอยู่ตรงจะทำอย่างไรให้นักลงทุนทิ้งกิจการสละเวลามาร่วมซื้อขายแล้ว ต้องได้ของดีกลับไป
ดังนั้นในการจัดเอ็กซิบิชั่นหลังจากนี้ไปจึงต้องสร้างเนื้อหาผ่านเวทีสัมมนา ต้องเติมความรู้ทางเทคโนโลยีและวิธีบริหารจัดการอุปกรณ์ครบวงจรเข้าไปเพื่อลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจที่จะใช้สินค้าเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ
- ครึ่งปีหลังจะมีงานแสดงสินค้ารายใหญ่ อะไรบ้าง
มี 1) The 5 Stars Show มหกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ จัดปีละครั้ง ปี 2550 จะจัด 21-24 มิถุนายนนี้ ที่ไบเทค เพื่อยกระดับไทยก้าวสู่ดีทรอยต์เอเชีย ผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมกว่า 400 บริษัท กว่า 1,000 แบรนด์ จะมีเงินสะพัดเกิน 1,000 ล้านบาท จากผู้เข้าชมงาน 45,000 คน
จะทำเป็นคลัสเตอร์โชว์ครบวงจร ครบทั้ง 5 อุตสาหกรรม งานแสดงสินค้าหลักแบบครบวงจร มีแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หนึ่งเดียวในอาเซียน งานอินเตอร์โมลด์ ไทยแลนด์ รวมเครื่องจักรและเทคโนโลยีเฉพาะทาง งานอินเตอร์พลาส ไทยแลนด์ แสดงเทคโนโลยี เครื่องจักร อุปกรณ์เสริมและบริการอื่นๆ งานเอสแซมบลี งานเนปคอนไทยแลนด์ แสดงเทคโนโลยีชิ้นส่วนอุปกรณ์
2)งาน Metalex 2007 มหกรรมเครื่องจักรโลหการใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่าง 15-18 พฤศจิกายนนี้ ที่ไบเทค มีนักธุรกิจและอุตสาหกรรมร่วมกว่า 10 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี อินเดีย คาดจะสร้างมูลค่าตลาดเกิน 3,000 ล้านบาท
3) World Didac Asia 2007 การแสดงอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนนานาชาติ 27-29 พฤศจิกายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
- ตลาดเอ็กซิบิชั่นส่งออกจะขยายอย่างไร
ขณะนี้เปิดเอ็กซิบิชั่นส่งออก 4 สาขา มี อัญมณี อาหาร แฟชั่น และดีไซน์ นำร่องในเวียดนาม ต่อยอดให้ผู้ประกอบการได้ขายสินค้าเพิ่มในตลาดที่กำลังโต งานแรกจะจัด Metalex มหกรรมเครื่องจักรโลหการใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจัดที่ฮานอย 11-13 ตุลาคมนี้ เป็นฐานตลาดที่ไทยต่อยอดธุรกิจได้ครอบคลุมเข้าไปยังอินโดจีน เอ็กซิบิเตอร์ที่จะไปก็มีไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน ปี 2551 จะเพิ่มเป็น 3 งาน งานใหญ่ คือ World DidacI Asia การแสดงอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนนานาชาติจะจัดเป็นครั้งแรก รัฐบาลเวียดนามสนใจมาก
การขยายตลาดไปต่างประเทศอย่างนี้หวังผลจากข้อดี 5 เรื่อง คือ สินค้าไทยได้ขาย วัสดุอุปกรณ์ แรงงานฝีมือ มูลค่าเพิ่มการตลาด ต่อยอดโปรดักต์ทั้งหมด และสร้างเอ็กซ์ปอร์ต แบรนเดอร์
- รี้ดฯมีจุดเด่นที่จะสร้างความเป็นเลิศหรือไม่
มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ที่ต่างจากบริษัทอื่น ทำให้ตีโจทย์แตกได้เร็วด้วยฐานข้อมูลประเมินความต้องการลูกค้าได้ชัด มีทีมงานประสบการณ์เฉลี่ย 10 ปีขึ้นไป ที่จะเสริมสร้างแนวคิดและการจัดการสู่ความเป็นเลิศให้ลูกค้า
มีระบบบริหารจัดการทางการเงินเพื่อทำโฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายครบถ้วน ลูกค้ามั่นใจเมื่อร่วมงานกับเราต้องได้ธุรกิจ วัดได้จากขนาดการจัดงานใหญ่ขึ้นทุกปี มีเงินหมุนเวียนพอสมควร ทำสื่อสารการตลาดซึ่งลงทุนทั้งเทคโนโลยี ระบบ และคนอย่างมีประสิทธิภาพ
จากนี้ไปในฐานะเอ็มดีหญิงคนแรกของรี้ดฯ มุ่งมั่นว่า ทุกโชว์ของรี้ดฯต้องเป็นที่ 1 ในเอเชีย ทั้งขนาดจัดงาน ประโยชน์ของอุตสาหกรรม ที่จะได้รับ และต้องสร้างโปรดักต์ที่ดีไปคุยกับ ต่างประเทศว่าไทยมีดีครบทุกสาขาที่ดำเนินการ
หน้า 36
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
