ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรนิกส์ในประเทศสดใส ทูโฮมดอทคอม โชว์ยอดครึ่งปีแรก 10 ล้านต่อเดือน หวังสิ้นปีโต 30-50% ขณะที่ ตลาดดอทคอม-ไทยเซคคั่นแฮนด์ มั่นใจโต 100 % ด้าน เปย์สบาย ฟันธงปี2550 การซื้อขายระหว่าง Business to Consumer อัตราการเติบโตพุ่งถึง 30,000 ล้านบาทจากการสำรวจล่าสุดพบว่าสถานภาพพาณิชย์อิเล็กทรนิกส์ในประเทศไทยหรือธุรกิจอีคอมเมิร์ชนั้น ช่วงที่ผ่านมาเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยที่ 25 %ต่อปี มีการขยายตลาดด้วยการเพิ่มหมวดสินค้ามากมาย ทั้งสินค้าด้านสุขภาพ ความงาม อุปกรณ์ด้านไอที คอมพิวเตอร์ กลุ่มหนังสือ ท่องเที่ยว รวมถึงค้าปลีกอีกสารพัก หรือแม้แต่สินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สอดคล้องกับคำกล่าวของนักวิเคราะห์ เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมการซื้อของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับปัจจัยด้านอื่นๆ ที่เป็นแรงหนุน ส่งผลให้เม็ดเงินจาการซื้อขายผ่านออนไลน์ไทยในปี2549 ที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า2แสนกว่าล้านบาท
นายธีรวุธ วงษ์วิบูลย์สิน กรรมการผู้จัดการบริษัท เอเชี่ยนสตาร์ เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ให้บริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) ผ่านเว็บไซต์ www.tohome.com เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยปีละ25 %
ซึ่งจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มองว่าจะส่งผลให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการซื้อสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ (มาตรา 26) จะส่งผลบวกต่อลูกค้า คือ ลูกค้ามีความมั่นใจในข้อมูลมากขึ้น ดังนั้นมูลค่าการซื้อขายจึงมีโอกาสเติบโตสูงขึ้นตามไปด้วย
การที่ พรบ.กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ บังคับให้มีการเก็บรักษาข้อมูลจราจร คงไม่ส่งผลให้เราต้องมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะปกติเราก็มีการเก็บข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงไม่ต้องลงทุนระบบเหล่านี้เพิ่มอีก
สำหรับผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก 2550 นี้ บริษัทมีรายได้เดือนละ 10 ล้านบาทต่อเดือน และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวมเติบโตจากปีที่แล้ว 30-50% จากปีที่แล้วบริษัทมีรายได้ 100 ล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้าคนทั่วไปมีแนวโน้มเข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น
ขณะที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ www.thaisecondhand.com และ www.tarad.com กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาไทยเซคคั่นแฮนด์ดอทคอม มีมูลค่าปริมาณการซื้อขายสินค้าออนไลน์ทั้งหมด 300 ล้านบาท ส่วนตลาดดอทคอม มีมูลค่าปริมาณการซื้อขายสินค้าออนไลน์ 200 ล้านบาท บริษัทเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ ทั้งสองเว็บไซต์จะมีมูลค่าปริมาณการซื้อขายเติบโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 100% ทั้งนี้บริษัทเตรียมเงินสำหรับลงทุนระบบเครือข่ายเพิ่มเติมอีก 5 ล้านบาท
สำหรับเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซในไทย มีผู้ที่ลงทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประมาณ 3,000 ราย และมีผู้ที่เป็นสมาชิกทรูฮิตส์ประมาณ 8,000 ราย สำหรับภาพรวมตลาดคาดว่ามีจำนวนหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน อย่างไรก็ตามผู้ให้บริการรายใหญ่มีเพียง 5-6 รายเท่านั้น
ด้านนายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เปย์สบาย จำกัด ผู้ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์ กล่าวว่า จากข้อมูลของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พบว่าในปี 2548 ตลาดอี-คอมเมิร์ซมีมูลค่ารวมทั้งหมด 220,924 ล้านบาท โดยมาจากการ1.ซื้อขายระหว่างองค์กรธุรกิจและรัฐบาล (Business to Government) 65% คิดเป็นมูลค่า 143,437 ล้านบาท 2.องค์กรธุรกิจและธุรกิจ (Business to Business) 30% คิดเป็นมูลค่า 66,095 ล้านบาท และ 3.องค์กรธุรกิจและผู้บริโภคโดยตรง (Business to Consumer) 5% คิดเป็นมูลค่า 11,392 ล้านบาท และในปี 2549 การซื้อขายระหว่าง Business to Consumer มีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท สำหรับภาพรวมปีนี้คาดว่าการซื้อขายระหว่าง Business to Consumer จะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 40-50% (ประมาณ 30,000 ล้านบาท)
ส่วรระบบการชำระเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือการชำระเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (e-Banking ) จำนวน20.28 % การชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต 20.15 % และการชำระเงินออนไลน์ผ่านผู้ให้บริการกลาง 19.72 %
อย่างไรก็ดีจากพรบ.กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ที่รัฐเพิ่มงประกาศใช้ แม้จะไม่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซก็ตาม แต่ถ้ามองในแง่ดี พรบ.ฉบับนี้จะช่วยให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เช่น จะทำให้คนไม่กล้าเข้าไปแฮกข้อมูล หรือ ขโมยข้อมูลของลูกค้า ซึ่งเมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อถือจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะความน่าเชื่อถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
นายวรวุฒิ อุ่นใจ อุปนายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย และเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด กล่าวว่าโดยรวมทางสมาคมเห็นด้วยกับหลักการของพรบ.ฉบับนี้ เพียงแต่ต้องมีการเพิ่มเติมรายละเอียดกฎหมายให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะกฎหมายเขียนไว้กว้างมาก แต่ตอนนี้ผลกระทบรวมๆยังไม่ชัดเจน ต้องรอดูอีกซักระยะ
นายวรวุฒิ กล่าวเสริมต่อไปว่า บริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจากการขายสินค้าบนเว็บไซต์ 10-25% ของรายได้รวม โดยมีอัตราการเติบโตจากปีที่แล้วประมาณ 30% และในปีนี้คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 25%
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
