ถึงวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท หลังแยกตัวออกจาก การสื่อสารแห่งประเทศไทย (เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 เป็นบทพิสูจน์ว่าแม้จะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หากแต่ตลอดระยะเวลา 5 ปีสามารถสร้างผลกำไรมาอย่างต่อเนื่องโดยปี 2547 มีกำไรสุทธิ 229 ล้านบาท,ปี 2548 มีกำไรสุทธิ 346 ล้านบาท ,ปี 2549 มีกำไร 777 ล้านบาท และ ปี 2550 มีกำไร 1,786 ล้านบาทและด้วยการบริหารจัดการที่สร้างผลกำไรต่อเนื่องนี้เอง ปณท ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2551 ประเภทรางวัลผลการดำเนินงานดีเด่นเป็นปีที่สองอีกด้วย
- บุคลากร คือ คีย์ซักเซส
มูลเหตุหลักๆที่ ปณท สามารถสร้างกำไรมาอย่างต่อเนื่องนั้น นายออมสิน ชีวพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ ปณท บอกกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า เรื่องของความร่วมมือเป็น KEY SUCCESS (ปัจจัยสู่ความสำเร็จ) ในการทำงาน รวมทั้งกำหนดนโยบายและแนวทางในการพัฒนากิจการด้วยการกำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์การดำเนินกิจการในเชิงธุรกิจ การประยุกต์ใช้ IT เพิ่มขยายขีดความสามารถ
ผมมีวันนี้ต้องให้เครดิตพนักงานถ้าหน่วยงานไหนไม่มีความสามัคคีองค์กรเดินไปยากเพราะธุรกิจมีการแข่งขันสูง
นอกเหนือจากเรื่องของบุคลากรแล้วยังต้องนำเรื่องของหลักคิดทางด้านการตลาดเข้ามาผสมผสานมีการนำโปรโมชันลดราคาส่งเสริมการขาย เช่น ภายในสิ้นปีนี้มีแผนจะนำโปสต์การ์ดเข้ามาจำหน่าย
ไม่เพียงเท่านี้ นายออมสิน ยังบอกต่ออีกว่า สำหรับก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ปณท ได้ก้าวไปข้างหน้ามีผลกำไรตลอดระยะเวลา 5 ปี ส่วนในปีนี้จะพัฒนาให้เป็น SUPER SERVICE CENTER ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น การเพิ่มบทบาทสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ตลาดอี-คอมเมิร์ซ การตลาดทางตรงไปจนถึงจุดให้บริการครบวงจร
สำหรับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาในรูปแบบ SUPER SERVICE CENTER ได้นั้นได้พัฒนากิจการไปรษณีย์ไทยไปในทิศทางของกิจการไปรษณีย์ทั่วโลกด้วย 3 กลยุทธ์หลัก กล่าวคือ 1.เพิ่มศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ให้เข้าถึงผู้ใช้บริการ เช่น ขยายร้านไปรษณีย์ไทย ในรูปแบบแฟรนไชส์จำนวน 50 แห่ง ขยายเวลาให้บริการ ปรับปรุงรูปลักษณ์ที่ทำการไปรษณีย์(Facelift) และ จัดทำกล่อง ซองแบบพร้อมส่ง
กลยุทธ์ต่อไปก็คือ ยกระดับมาตรฐานคุณภาพบริการสู่สากล ด้วยการปรับปรุงระบบเคาน์เตอร์ให้บริการไปรษณีย์อัตโนมัติ (New CA POS) พร้อมพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลออนไลน์ระหว่างที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ปรับปรุงระบบปฏิบัติการ ขยายขอบเขตระบบ Track and Trace ให้สามารถติดตามตรวจสอบสถานะของบริการได้หลากหลาย และ นำระบบวางแผนทรัพยากรขององค์กร หรือ ERP (Enterprise Resource Planning) โดยจะใช้งบประมาณในส่วนนี้ประมาณ 200-300 ล้านบาท
ส่วนกลยุทธ์สุดท้าย คือ การเพิ่มมูลค่าเครือข่ายบริการของ ปณท ด้วยการพัฒนาบริการ Logispost ให้บริการขนส่งเต็มรูปแบบในลักษณะ Less Than Truck-load (LTL) โดยอาศัยศูนย์ไปรษณีย์ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศเป็นจุดรับส่งและพักรอสินค้าระหว่างการขนส่ง ,พัฒนาเครือข่ายการขนส่งสินค้า และ การจัดส่งสิ่งของไปยังปลายทางทั่วประเทศ
-ผนึกทรูมูฟให้บุรุษไปรษณีย์เป็นตัวแทนเติมเงิน
นอกจากเรื่องบริการหลัก ๆ ที่ ปณท กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้แล้วยังมีการต่อยอดธุรกิจด้วยการใช้เครือข่ายที่มีอยู่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการไปรษณีย์ที่มีอยู่จำนวน 1,170 แห่ง เพิ่มช่องทางรายได้ เช่น รับชำระค่าบริการบัตรเครดิต และ ค่าโทรศัพท์มือถือเป็นต้น
หรืออย่างล่าสุดในวันที่ 1 กันยายนนี้ ปณท ได้ร่วมมือกับ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทรูมูฟ ให้บริการเติมเงินมือถือด้วยมือถือแบบได้วัน หรือ Mobile Top Up
โดยนายวุฒิพงษ์ โมฬีชาติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานระบบปฏิบัติการ ปณทให้เหตุผลถึงการร่วมมือกับทรูมูฟในครั้งนี้ว่า เนื่องจาก ทรูมูฟ เล็งเห็นว่าจำนวนบุรุษไปรษณีย์ที่ส่งจดหมายไปยังบ้านพักอาศัยมีถึง 8,000 คนจึงได้ตัดสินใจร่วมกันเป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการ Mobile Top Up โดยในเบื้องต้นได้ทดลองให้บริการไปแล้วในพื้นที่ภาคกลางจำนวน 200 คนจากผู้เข้าโครงการจำนวน 1,200 คน และในเบื้องต้น ปณท จะสนับสนุนทางด้านการเงินเป็นมูลค่า 500 บาทต่อคนให้กับบุรุษไปรษณีย์เพื่อเติมเงินให้กับลูกค้าทรูมูฟ และ ถัดจากนั้นจะต้องซื้อบัตรเงินสดเพื่อให้บริการกับลูกค้า ส่วนผลประโยชน์ที่ บุรุษไปรษณีย์ จะได้รับอยู่ในสัดส่วน 50 บาทต่อการเติมเงิน 500 บาทต่อครั้ง
ดีแทค เป็นรายแรกที่ติดต่อเราก่อนแต่พอเราต้องการให้เขาสนับสนุนโทรศัพท์มือถือเขาถอย
นายวุฒิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับโครงการความร่วมมือในครั้งนี้ ทรูมูฟ ได้สนับสนุนโทรศัพท์มือถือของแอลจี และ ซิมการ์ดของทรูมูฟ รวมไปถึงการจัดทำสติกเกอร์ และ เสื้อคลุม โดยพนักงานสามารถให้บริการนอกเวลาได้
ส่วนผลประโยชน์ที่ได้รับคือ ปณท ได้เปอร์เซ็นต์ในการจำหน่ายบัตรเติมเงินในสัดส่วน 4.5% และยังสามารถนำสินค้าของ ปณท เช่นแสตมป์ไปจำหน่ายในร้านทรูมูฟ ได้อีกด้วย
- ผุดโครงการอร่อยทั่วไทย
นอกจากนี้ นายวุฒิพงษ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ในวันที่ 1 กันยายนนี้ได้เปิดโครงการ อร่อยทั่วไทย สั่งได้ที่ไปรษณีย์ สำหรับวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้าประเภทอาหารผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งจะเป็นการบริหารเครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นการสร้างรายได้
จุดเริ่มต้นโครงการคือผมเป็นคนชอบทานอาหารพื้นบ้านแม้จะขยายสาขามาในกทม.แต่รสชาติไม่เหมือนต้นตำหรับผมก็เลยคิดโครงการนี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
สำหรับโครงการอร่อยทั่วไทย สั่งได้ไปรษณีย์ ได้ร่วมกับสายการบินไทยแอร์เอชีย ในการขนส่งสินค้าทางอากาศ ในระยะแรกที่เปิดให้บริการมีร้านค้าจำนวน 6 รายการจาก 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ หนองคาย อุบลราชธานี และ ภูเก็ต โยรายละเอียดของสินค้าและราคา คือ 1. แหนมเนือง ชุดใหญ่ (10ไม้) จากร้านแดงแหนมเนือง ราคาสินค้าหน้าร้าน 160 บาท/กล่อง ที่ ปณท จำหน่าย 250 บาท/กล่อง,2. ไส้อั่วหมูล้วน (8 ชิ้น) ร้านอัมพรไส้อั่งเม็งราย 400 บาท/กล่อง ที่ ปณทจำหน่าย 480 บาท/กล่อง,3.ไส้อั่วกระดูกหมู/หูหมู (8 ชิ้น) ร้านอัมพรไส้อั่งเม็งราย 400 บาท/กล่อง ที่ ปณท จำหน่าย 480 บาท/กล่อง
4.น้ำมะม่วงหิมพานต์(หัวเชื้อ) ขนาด 500 มล.2 ขวด ร้านศรีศุลักษณ์ 700 บาท/กล่อง ที่ ปณท จำหน่าย 610 บาท/กล่อง,5.แหนมซี่โครงหมู (2ห่อ) ร้านหมูยอดาวทอง 200บาท/กล่อง ที่ ปณท จำหน่าย 290 บาท/กล่อง,6. หมูยอขนาดกลาง (4แท่ง) ร้านหมูยอดาวทอง 100 บาท/กล่อง ที่ ปณท จำหน่าย 160 บาท/กล่อง และ ขาหมูหิมะ ร้านหมูยอแม่ถ้วน 190 บาท/ขา ที่ ปณท จำหน่าย 270 บาท/กล่อง
อย่างไรก็ตาม การสั่งซื้อ อร่อยทั่วไทย สั่งได้ที่ไปรษณีย์ สั่งซื้อในวันนี้ ได้รับในวันรุ่งขึ้น ในระยะแรกสามารถสั่งซื้อได้ 2 วิธี คือ 1.สั่งซื้อ ณ ที่ทำการไปรษณีย์และชำระเงินค่าสั่งซื้อเป็นเงินสด และ 2.สั่งซื้อผ่านทาง Call Center 1545 และโอนจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคาร
เชื่อว่าอีก 4 เดือนถัดจากนี้ตัวเลข 1,700 ล้านบาทที่ตั้งไว้คงบรรลุวัตถุประสงค์เป็นเพราะ 6 เดือนที่ผ่านมาสามารถทำรายได้ไปแล้ว 7,989.27 ล้านบาทกำไรสุทธิอยู่ที่ 942.51 ล้านบาท
และกลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจของ ปณท เชื่อว่าจะผลักดันให้ไปสู่เป้าหมาย เชื่อมโยงทั่วไทย ได้อย่างแน่นอน!!
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
