ทันทีที่นายริวจิ ยามาดะ เข้ามาคุมการบริหารในเอ็นทีที โดโคโม ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นในฐานะประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อเดือนมิถุนายนหรือ เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารใหม่หมาดๆ ก็เริ่มเดินเครื่องยุทธศาสตร์เสริมฐานความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในทันที โดยมองหาโอกาสสร้างความร่วมมือ หรือซื้อกิจการของผู้ให้บริการด้านเนื้อหาและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในต่างประเทศ เพื่อต่อยอดการเติบโตในภาวะที่ตลาดสื่อสารไร้สายในประเทศเข้าสู่จุดอิ่มตัว จากปัจจุบัน ในญี่ปุ่นมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแล้วถึง 108 ล้านคน หรือประมาณ 85% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศสถานการณ์ดังกล่าวนอกจากจะเป็นข้อจำกัดสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ อีกด้านหนึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันให้ผู้เล่นในตลาดต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อหาทางเลือกใหม่ สร้างรายได้เพิ่ม นอกจากโดโคโมซึ่งครองส่วนแบ่งในตลาดโทรศัพท์มือถืออยู่ประมาณ 52% แล้ว ยังมีเคดีดีไอ และซอฟต์แบงก์ ที่กำลังตีตื้นขึ้นมาทุกขณะ โดยเฉพาะรายหลังที่ล่าสุดได้รับสิทธิ์เป็นผู้ทำตลาดโทรศัพท์มือถือไอโฟน 3G ของแอปเปิลที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมาพร้อมกันทั้งในญี่ปุ่นและอีก 19 ประเทศทั่วโลก
คู่แข่งขันในตลาดทั้งสามรายยังต้องแข่งขันกันทำแคมเปญการตลาดเพื่อจูงใจลูกค้าอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเพราะการออกบริการหมายเลขเดียวใช้ได้ทุกระบบ (number portability) เมื่อปี 2549 ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถรักษาหมายเลขเดิมไว้ได้แม้จะเปลี่ยนผู้ให้บริการไปแล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมให้การทำตลาดยากลำบากมากขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ นายยามาดะระบุถึงความตั้งใจว่า เพื่อให้ปรับเคลื่อนตัวได้ในทันทีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม โดยขณะนี้กำลังเจรจาอยู่กับค่ายผลิตโทรศัพท์มือถือหลายๆ แห่งและแตกต่างกันไปในแต่ละระดับความเข้มข้นของรูปแบบความร่วมมือ ซึ่งจะเน้นหนักในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นกลุ่มแรก รองลงมาคือ แถบตะวันออกกลางและแอฟริกา นอกจากนี้ยังมองไปถึงรัสเซีย และเอเชียกลาง ภายใต้เป้าหมายเพื่อสร้างให้ธุรกิจที่ดำเนินการในต่างประเทศสร้างรายได้ให้โดโคโมเพิ่มขึ้นเป็น 10% ของรายได้รวมจากปัจจุบันซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 2%
สำหรับยุทธศาสตร์ที่ขยายออกไปในเอเชีย โดโคโมเองได้เริ่มเดินหน้าไปบ้างแล้ว โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดโคโมได้ทำข้อตกลงซื้อหุ้นจำนวน 30% ในบริษัท ทีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนลฯ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับ 3 ของบังกลาเทศ คิดเป็นมูลค่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามด้วยการเข้าไปลงทุนในบริษัท ยูโมบายในมาเลเซีย และเพิ่มหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท ลอง ดิสแตนซ์ เทเลโฟน ในฟิลิปปินส์เป็น 13.3% คิดเป็นมูลค่า 760 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ล่าสุดยังประกาศตั้งบริษัท โดโคโม ไชน่าฯ เป็นบริษัทลูกในเซี่ยงไฮ้ มีเป้าหมายให้บริการโซลูชันด้านไร้สายแก่ลูกค้ากลุ่มองค์กรโดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งฐานธุรกิจในท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปลายเดือนกรกฎาคมนี้เป็นอย่างเร็วเมื่อรัฐบาลจีนอนุมัติแล้ว
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายปรากฏชื่อเป็นผู้ให้บริการในระดับสากลอาจไม่ราบรื่นนัก สำหรับโดโคโมซึ่งเคยก้าวล้มมาก่อน จากการลงทุนทั้งในบริษัท เอทีแอนด์ที ไวร์เลส เคพีเอ็น โมบาย ฮัทชิสัน 3G ยูเค อังกฤษ และเคจี เทเลคอมในไต้หวัน ที่ไม่ประสบความสำเร็จซ้ำยังขาดทุนไปหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2544-2545 ทำให้บริษัทต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ นักวิเคราะห์เองมองว่า การเดินหน้ารอบใหม่ของโดโคโม ออกจะช้ากว่าคู่แข่งในตลาดสากลอยู่บ้าง โดยเฉพาะกับโวดาโฟน ซึ่งในปีที่แล้วซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของฮัทชิสัน เอสซาร์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการไร้สายรายใหญ่อันดับ 3 ของอินเดีย
ในเมื่อผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปเกาะกุมตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญไปแล้ว ทางเดียวที่โดโคโมจะทำได้โดยไม่ตกกระแสก็คือ ต้องหันหาบริษัทที่มีดีกรีเป็นเบอร์สองหรือสามในภูมิภาคนั้นๆ แทน นายเคนจิ นิชิมูระ นักวิเคราะห์จากดอยช์ แบงก์ ระบุ
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
