กรณีข้อพิพาท คลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮริตซ์ในบริษัท เอซีที โมบาย จำกัด หรือ ACT ยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลาร่วม 8 ปี (โครงการนี้เริ่มสมัยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อ 25 มกราคม 2543 เพื่อผลักดันระบบใหม่ด้วยการจัดเก็บค่าบริการรายเดือน 300 บาท) ก็บรรลุผลเมื่อ บมจ.กสทโทรคมนาคม ตกลงจัดสรรหุ้นจำนวน 42% ให้กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในราคา 2,400 ล้านบาทโดยผ่อนจ่ายเป็นระยะเวลา 5 งวด จำนวนงวดละ 480,000,000 บาท และ จำนวนมูลหนี้อีก 6,700 ล้านบาทเป็น 8 ปีที่คลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ต้องตกอยู่ในห้วงของเกมการเมือง และ ผลประโยชน์ล้วนๆ โดยเฉพาะถูกกั๊กจากอำนาจทางการเมืองไม่ให้ระบบ 1900 แจ้งเกิดเนื่องจากคุณสมบัติของคลื่นความถี่ดังกล่าวพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี 3G ได้กว่าระบบอื่นที่เปิดให้บริการ
นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องของผู้ถือหุ้นไม่ลงลอยกัน แม้จะมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ตาม รวมไปถึงการจัดตั้งซูเปอร์บอร์ดเข้ามาบริหารจัดการแต่โครงการก็ไม่คืบ
ทำให้ระบบมือถือ 1900 ถูกดองยาวมาถึงทุกวันนี้ แม้จะเชื่อมโยงสัญญาณกับบริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส พร้อมกับเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 แต่มีผู้ใช้บริการไม่ถึงหมื่นราย
แม้ที่ผ่านมา 4 รัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร(ไอซีที) ไม่ว่าจะเป็น น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงนายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสุวิทย์ คุณกิตติ และ ศ.ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม) จะพยายามดำเนินการ แต่ก็ไร้ผล เป็นเพราะผู้ซื้อต้องการราคาถูก ส่วนผู้ขายก็ต้องการราคาแพง
แต่หวยก็มาลงล็อกที่ ดร.มั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีทีคนปัจจุบัน สามารถหักปากกาเซียน
ที่บอกว่าหักปากกาเซียนเป็นเพราะ ดร.มั่น สามารถ (บังคับ) เปิดโต๊ะเจรจากับ บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นผลสำเร็จโดยเลือกวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 ทำการเซ็นเอ็มโอยูโอนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์อย่างเป็นทางการ
เป็นจังหวะเดียวกับบ้านเมืองที่จำเป็นต้องมีระบบ 3G ตามนโยบายที่ตั้งเอาไว้ เพราะถ้าทิ้งไว้เกิดความเสียหาย 2 องค์กรที่ทะเลาะกันไม่เลิก ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งคู่ ซึ่งกรรมการทั้งสอง(บอร์ด)คงเข้าใจถ้าเรื่องนี้ไม่จบผมก็คงจบ นั่นเป็นคำบอกเล่าของ รมว.ไอซีที
ส่วนเหตุผลครั้งนี้สรุปได้ลงตัวเป็นเพราะใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกำลังจะเสนอเข้าสู่สภาในเดือนสิงหาคม 2551 นี้ หากกฎหมายนี้ (หมายเหตุ: หากรัฐบาลยังไม่มีการยุบสภา)ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ นั่นหมายความว่าทั้ง บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ไม่สามารถโอนคลื่นความถี่ระหว่างกันได้
เป็นเพราะมาตรา 39 ในร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ระบุว่าใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาตจะโอนแก่กันมิได้ ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง จะมอบการบริหารจัดการทั้งหมดหรือบางส่วนให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีอำนาจประกอบกิจการแทนมิได้
นั่นคือที่มาของการเร่งรัดในการจัดสรรหุ้น!!
เมื่อทุกอย่างลงตัวชัดเจนทุกฝ่ายก็เริ่มมองตรงไปที่บมจ.ทีโอทีถึงทิศทางขับเคลื่อน โดยดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที ออกมาชี้แจงถึงแผนปฏิบัติการ ภายหลังจากได้รับโอนคลื่นความถี่อย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)ว่า จะใช้ระยะเวลา 3 เดือนเปิดให้บริการโดยในเบื้องต้นจะใช้เงินลงทุนจำนวน 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายไปในเขตพื้นที่ปริมณฑลและพื้นที่ในจ.ระยอง สำหรับจำนวนสถานีฐานที่ติดตั้งไปแล้วในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 300-500 สถานีจะใช้วิธีปรับปรุงระบบไปสู่เทคโนโลยีระบบ 3G
จำนวนหนี้ที่ต้องจ่ายให้กับบมจ. กสท ก็จะมาจากผลกำไรส่วนการลงทุนก็จะใช้วิธีกู้เงินมาลงทุน
นอกจากนี้แล้วจะร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิเช่น เอไอเอส,ทรู, ทีทีแอนด์ที และ ดีแทค เพราะบางบริษัทเครือข่ายก็กระจุกตัว และ บางบริษัทมีธุรกิจใต้น้ำ ดังนั้นเรื่องแผนธุรกิจมีหลายรูปแบบต้องมีการพิจารณาจากคณะกรรมการบอร์ด และ ขอความเห็นชอบจากสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ คณะรัฐมนตรี เพื่อผ่านความเห็นชอบผลักดันให้ระบบ 3G เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เราเสียโอกาสไป 3-4 ปีทำให้ต้องหยุดชะงักเราจะต้องทำให้เร็วกว่าเขมร และ ลาว
ไม่เพียงเท่านี้ประธานบอร์ด บมจ.ทีโอที ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะปรับเปลี่ยนชื่อ กิจการร่วมค้าไทยโมบาย 1900 เพราะชื่อดังกล่าวใช้มาเป็นระยะเวลานานแล้วควรจะมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น
ในใจผมอยากให้เป็นชื่อ ทีโอที โมบาย นั้นคำบอกเล่าของ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ
และทั้งหมดคือฝันที่เป็นจริงของ บมจ.ทีโอที ที่ต้องการได้กรรมสิทธิ์เจ้าของคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์
หากแต่คำถามที่ตามมาเมื่อได้คลื่นความถี่ไปดำเนินการแล้วจะสู้เอกชนได้หรือไม่เพราะมีบทเรียนให้เห็นและที่สำคัญปัญหาที่ตามมาอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างติดตั้งเครือข่าย แม้คณะกรรมการบริหารจะบอกว่าทำอย่างโปร่งใส แต่เมื่อวันใดเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูล ไม่สามารถหลีกหนีคำครหาว่าล็อกสเปก ได้
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
