ถ้าจะกล่าวว่าอินเทล เป็นเจ้าตลาดชิปประมวลผลสำหรับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ก็คงจะไม่ผิดนัก จากความเป็นผู้นำทั้งในตลาดชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ทรงประสิทธิภาพ (เมนเฟรม) คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หากแต่การตัดสินใจเข้ามาลงในสนามแข่งตลาดชิปสำหรับอุปกรณ์ไร้สายทั้งโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบพกพา หรือเอ็มไอดี (MID: Mobile Internet Devices) ที่นับวันจะมีความอัจฉริยะและประสิทธิภาพการทำงานใกล้เคียง เข้าขั้นคอมพิวเตอร์ขนาดย่อมๆ ความสำเร็จในอดีตที่เป็นมาของอินเทลอาจไม่ใช่สิ่งการันตีโอกาสบรรลุเป้าหมายในอนาคตได้เสมอไปโดยเฉพาะเมื่ออินเทล เป็นผู้เล่นที่เข้ามาในอุตสาหกรรมทีหลัง ขณะที่มีคู่แข่งกระดูกเบอร์โตอย่างควอลคอมม์ ซึ่งผลิตชิปสำหรับโทรศัพท์มือถือครองตลาดอยู่ก่อนหน้า ไม่นับรวมคู่แข่งอีกหลายราย หนทางที่จะข้ามคู่แข่งก้าวขึ้นสู่เบอร์หนึ่งในตลาดชิปสำหรับอุปกรณ์พกพาจึงไม่ง่ายนัก
ทั้งนี้ สถานการณ์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนไปด้วยการลดขนาดของคอมพิวเตอร์ที่เล็กลงเรื่อยๆ จนไม่ต่างอะไรกับโทรศัพท์มือถือที่ทำงานได้หลากหลายหน้าที่หรือประเภทมัลติฟังก์ชัน ซึ่งคาดกันว่าจะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนโฉมหน้าทั้งด้านของตัวอุปกรณ์และบริษัทที่เป็นผู้ผลิตอย่างเลี่ยงไม่ได้
โทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ (สมาร์ทโฟน) หรืออุปกรณ์พกพาที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา เป็นลูกผสมระหว่างโทรศัพท์มือถือกับคอมพิวเตอร์กำลังสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดชิปประมวลผล เนื่องจากปัจจัยด้านความเร็วในการประมวลผล ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่อินเทลยึดถือและล้ำกว่าใครในตลาดจะไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป หากแต่เพราะโทรศัพท์มือถือซึ่งต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ก้อนเล็กๆ เพียงฝ่ามือ ปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่ชิปประมวลผลจะใช้พลังงานที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดมากกว่า
โลกไร้สายที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเป็นโลกที่ท้าทายสำหรับอินเทล ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ใส่ใจมากนักกับประเด็นการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของชิป เอ็กซ์ 86 ซึ่งเป็นมาตรฐานครองตลาดชิปในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มาช้านานเกือบ 3 ทศวรรษ ในขณะที่ผู้ผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์ไร้สายรายอื่นทั้งควอล
คอมม์ รวมถึงเอ็นวีเดีย ผู้พัฒนาชิปกราฟิก และบริษัทอีกกว่า 200 แห่งที่ต่างได้รับไลเซนส์การออกแบบชิปจากบริษัทชิป เออาร์เอ็ม โฮลดิ้งส์ของอังกฤษ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นมาตรฐานสำหรับชิปในอุตสาหกรรมสื่อสารไร้สาย กลับให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการใช้พลังงานเป็นหลัก
ไม่เพียงแต่ตลาดโทรศัพท์มือถือที่เป็นเป้าหมายสำคัญของการแข่งขันในครั้งนี้ ทั้งฟากผู้พัฒนาเอ็กซ์86 และอีกฟากของเออาร์เอ็มยังมองเลยไปถึงตลาดใหม่ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ประเภทเอ็มไอดี อุปกรณ์เช่น โน้ตบุ๊กขนาดเล็กที่เรียกว่าเน็ตบุ๊ก อุปกรณ์แสดงเส้นทางพิกัดบนพื้นโลก หรือจีพีเอส ส่วนบุคคล หรือแม้กระทั่งระบบเกมแบบพกพา และอุปกรณ์เฉพาะกลุ่มที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งนอกตลาดสหรัฐฯ คอมพิวเตอร์เอ็มไอดีที่มีราคาถูกลงมาคาดว่าจะเป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสการเติบโตค่อนข้างสูง
ผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากควอลคอมม์ที่เพิ่งเผยโฉมไป แผงวงจรที่ไม่ได้โดดเด่นที่เฉพาะด้านคุณภาพการประมวลผลภาพวิดีโอแต่สิ่งที่อยู่ลึกลงไปคือ ชิปประมวลผลที่ชื่อ สแนปดราก้อน (Snapdragon) ที่เป็นแกนหลักของการทำงานของแผงวงจร ซึ่งมีประสิทธิภาพเด่นที่การใช้พลังงานน้อยเพียงครึ่งเมื่อเทียบกับชิปแบบคล้ายกันของอินเทล ทั้งยังมีต้นทุนถูกกว่า ขณะที่ เอ็นวีเดีย ได้อวดโฉมคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่มีอายุใช้งานต่อครั้งได้นานกว่าคอมพิวเตอร์ในลักษณะเดียวกันที่ใช้ชิปที่ใช้พลังงานต่ำของอินเทลถึง 5 เท่า
ขณะที่ อินเทล เมื่อพิจารณาการทำตลาดของอุตสาหกรรมไร้สายและคู่แข่งแล้ว ต้องหันมามุ่งทำตลาดหน่วยประมวลผลที่ใช้พลังงานต่ำบ้างเช่นกัน และระบุว่าตนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าได้สูสีกับคู่แข่งในฟากของเออาร์เอ็มแล้วเช่นกัน ซึ่งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีการวางตลาดเน็ตบุ๊กราคาถูกรุ่นแรกที่ใช้ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดจากอินเทลในชื่อ อะตอม (Atom) และอิน
เทลคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์อีกมากกว่า 30 รุ่นที่จะใช้ชิปรุ่นล่าสุดนี้
แม้ว่า ชิปของอินเทลจะยังใช้พลังงานมากกว่าชิปคู่แข่งในฝั่งเออาร์เอ็ม แต่อะตอมถือเป็นผลิตผลการพัฒนาล่าสุดจากอินเทลที่ลดการใช้พลังงานได้ถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับชิปในตระกูลเอ็กซ์86 ด้วยกันที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหลายๆ รุ่น นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มอุปกรณ์สื่อสารไร้สายภายใต้โค้ดเนมที่ชื่อ มัวร์สทาวน์ (Moorestown) ซึ่งบนแพลตฟอร์มยังประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบบนชิป (System-on-chip) ที่มีโค้ดเนมว่าลินครอฟต์ (Lincroft) พัฒนาบนเทคโนโลยีประมวลผลซิลเวอร์ธอร์นแบบ 45 นาโนเมตร ที่รวบรวมเทคโนโลยีรองรับงานด้านกราฟิก วิดีโอ และตัวควบคุมหน่วยความจำไว้ลงบนชิปตัวเดียวด้วย
ประชันคุณสมบัติ อะตอม-สแนปดราก้อน
ฝ่ายควอลคอมม์มีชิปสแนปดราก้อน ส่วนอินเทลเองก็มีอะตอม ชิปทั้งสองค่ายมีเป้าหมายเจาะตลาดอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบพกพาทั้งคู่ ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย เช่น โทรศัพท์มือถือไอโฟนของแอปเปิล และโน้ตบุ๊กขนาดกะทัดรัดที่หนักไม่ถึง 1.3 กิโลกรัมโดยประมาณอย่างโน้ตบุ๊กอีอีอีของอัสซุส ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์อย่างสมาร์ทโฟน
อะตอม ถือเป็นชิปที่ใช้พลังงานต่ำมากสำหรับผลิตภัณฑ์ของอินเทลแม้จะไม่ใช่ในโลกของชิปสื่อสารไร้สายก็ตาม มีการระบุว่าใช้ไฟประมาณ 2 วัตต์ ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับชิปคอร์ 2 ของอินเทลสำหรับโน้ตบุ๊กที่กินไฟอยู่ที่ประมาณ 35 วัตต์ กระนั้น ชิปอะตอมยังไม่ได้เป็นชิปที่ผนวกรวมระบบทุกอย่างไว้ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นด้านกราฟิก เสียง ตัวควบคุมหน่วยความจำ และการสื่อสารทุกอย่างอยู่บนชิปเซตคนละตัวกัน แต่สิ่งที่โดดเด่นของอะตอมคือ รองรับซอฟต์แวร์และระบบงานด้านเว็บได้ไม่ต่างจากชิปสถาปัตยกรรมเอ็กซ์86 ของอินเทลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป จุดนี้เองที่อินเทลภูมิใจนำเสนอเป็นจุดขายสำหรับชิปอะตอม (และแม้กระทั่งชิปรุ่นอื่นๆ ที่ออกสู่ตลาดก็ตาม)
หากแต่ต้องยอมรับว่าอะตอมยังมีการประมวลผลไม่เร็วพอ สำหรับอะตอมรุ่นไฮเอนด์ (1.6 กิกะเฮิรตซ์) มีประสิทธิภาพการทำงานใกล้เคียงกับหน่วยประมวลผลเซลเลอรอนซึ่งเป็นชิปรุ่นล่างสุดของอินเทล หรือมีการทำงานเทียบได้กับชิปสำหรับอุปกรณ์พกพาตระกูลเพนเที่ยมในยุคเมื่อประมาณปี 2546-2547 ของอินเทล
ทางด้านชิปสแนปดราก้อนจากค่ายควอลคอมม์ ซึ่งเล็งตลาดสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ท่องอินเตอร์เน็ตฉบับพกพา มีจุดแตกต่างที่สำคัญเมื่อเทียบกับอะตอมตรงที่ ใช้พลังงานน้อยกว่าและเป็นชิปผนวกรวมระบบต่างๆ ไว้บนชิปตัวเดียวกัน ทั้งนี้ ควอลคอมม์นั้นมีพื้นฐานทำตลาดโทรศัพท์มือถือที่แข็งแกร่งจึงคุ้นเคยกับการพัฒนาชิปที่มีคุณสมบัติดังกล่าวเป็นจุดเด่นอยู่แล้ว การรวมคุณสมบัติการทำงานด้านต่างๆ ไว้บนแผ่นซิลิคอนเดียวกันจะดีในด้านการกินไฟน้อยลง และยืดอายุของแบตเตอรี่ได้นานขึ้น
จุดได้เปรียบของควอลคอมม์เนื่องจากได้ไลเซนส์เฉพาะข้อแนะนำพื้นฐานด้านเทคโนโลยีการพัฒนาชิปจากเออาร์เอ็มเท่านั้น ในการพัฒนาชิปโดยรวมจึงพัฒนาตามแบบฉบับตนเองได้ เช่นเพิ่มความเร็วสัญญาณนาฬิกาที่ควบคุมวงจรการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ไปถึง 1 กิกะเฮิรตซ์ หรือมากกว่าขณะที่ยังสามารถรักษาอัตราการกินไฟให้อยู่ในระดับต่ำได้ ซึ่งคุณสมบัติสำคัญของสแนปดราก้อนจะกินไฟน้อยกว่า 0.5 วัตต์ มีความเร็วอยู่ที่ 1 กิกะเฮิรตซ์ รวมระบบทุกอย่างอยู่บนแผ่นซิลิคอนเดียวกันที่มีขนาด 15 x15 มม. ในที่นี้ทั้งชิปประมวลผล จีพีเอส เทคโนโลยีกราฟิก มัลติมีเดีย (หน่วยประมวลผลสัญญาณดิจิตอล) และโมเด็ม 3G
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สแนปดราก้อนคาดว่าจะออกสู่ตลาดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 เช่น ผลิตภัณฑ์ของเอชทีซี และซัมซุง เป็นต้น
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
