ซันปรับแผนทำตลาดระบบจัดเก็บข้อมูลองค์กร ระบุกลางปีหน้าพร้อมนำเทคโนโลยีสำรองแบบแฟลชมาแทนที่ฮาร์ดดิสก์ในผลิตภัณฑ์เครื่องแม่ข่ายเกือบทั้งหมด ระบุจุดเปลี่ยนเทรนด์ราคาเริ่มลง และมีข้อดีกว่าระบบสำรองข้อมูลแบบหัวอ่านรุ่นเก่าตรงที่ประหยัดพลังงานมากกว่าและใช้เวลาเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่าบริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ อิงค์ ประกาศปรับยุทธศาสตร์ทำตลาดจัดเก็บข้อมูลสำหรับศูนย์ข้อมูลองค์กร เตรียมหันมาใช้หน่วยความจำแบบแฟลช ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของชิปที่ใช้กันแพร่หลายในอุปกรณ์เช่น เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล (เอ็มพี 3) ดิสก์เก็บข้อมูลยูเอสบี และในโน้ตบุ๊กบางรุ่น แทนการใช้ฮาร์ดดิสก์แบบหัวอ่านเช่นเดิม
ซัน เริ่มทำตลาดระบบปฏิบัติการโซลาริสเวอร์ชันใหม่ออกมาโดยมีทั้งหน่วยบันทึกข้อมูลที่เป็นแฟลชและดิสก์ ไดรฟ์แบบเดิมรวมกัน แต่ภายในกลางปี 2551 ซันมีแผนที่จะใช้หน่วยความจำแบบแฟลชสำหรับเครื่องแม่ข่ายเจาะตลาดองค์กรเกือบทั้งหมด
นายจอห์น ฟาวเลอร์ รองประธานกลุ่มธุรกิจระบบของซัน กล่าวว่า ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ โซลิด สเตท ไดรฟ์ หรือ เอสเอสดี (SSD: Solid state drive) แบบหน่วยความจำแฟลช มีข้อได้เปรียบเหนือกว่าฮาร์ดดิสก์แบบใช้หัวอ่านรุ่นเดิมๆ เนื่องจากระบบจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่นี้ไม่มีส่วนที่ต้องเคลื่อนไหว และยังใช้พลังงานน้อยกว่า ทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในเวลาสั้นกว่าดิสก์ ไดรฟ์แบบเก่า ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว ฮาร์ดดิสก์หัวอ่านอาจต้องใช้เวลาในการเข้าถึงข้อมูลนานกว่าแฟลชไดรฟ์ถึง 100 เท่า และใช้กำลังไฟถึง 15 วัตต์ ขณะที่ แฟลชไดรฟ์ใช้กำลังแค่เพียง 2 วัตต์
ธุรกิจที่ต้องใช้ความไวในการเข้าถึงข้อมูล เช่น สถาบันการเงินที่ต้องมีการซื้อ-ขายรวดเร็ว หรือระบบงานบนเว็บที่เข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก การจัดเก็บข้อมูลแบบเอสเอสดีจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะมากกว่า ถ้าหากว่าคุณคือ กูเกิล คนมักจะเข้าไปในเว็บเพื่อหาข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลา ทุกครั้งที่มีการเข้าถึงข้อมูลในดิสก์ ไดรฟ์ ระบบเก็บข้อมูลต้องใช้กำลังไฟ หัวอ่านต้องคอยทำงานซ้ำไปซ้ำมา เพื่อดึงและส่งข้อมูลออกไป แต่ด้วยแฟลช ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไม่ต้องรออีกต่อไปเพราะข้อมูลจะออกมาในทันทีที่เรียกใช้ นายเกรก ควิก นักวิเคราะห์จากบริษัท 451 กรุ๊ป กล่าว
กระนั้น ด้านราคาดูจะยังเป็นอุปสรรคสำหรับโอกาสการเติบโตของตลาดแฟลช ซึ่งยังมีราคาสูงกว่าดิสก์หัวอ่าน นายกฤษณา แชนเดอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทวิจัยไอซัพพลาย ประเมินว่า การนำระบบจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชมาใช้กับองค์กรธุรกิจยังทำได้ค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับตลาดผู้ใช้งานทั่วไป เนื่องจากต้นทุนต่อความจุกิกะไบต์ยังค่อนข้างสูง โดยต้นทุนสำหรับหน่วยความจำเอสเอดีความจุ 128 กิกะไบต์ มีราคาอยู่ที่ 460 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3.58 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อกิกะไบต์ เทียบกับหน่วยความจุแบบฮาร์ดดิสก์ มีต้นทุนอยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 160 กิกะไบต์ หรือประมาณ 0.37 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อกิกะไบต์ และมองว่าอาจต้องใช้เวลา 3-4 ปีกว่าที่เอสเอสดีจะทำราคาลงมาได้เทียบเคียงกับหน่วยความจำแบบฮาร์ดดิสก์
หากแต่นายฟาวเลอร์ ของซันมองว่าการเติบโตของฟากการผลิตหน่วยความจำแบบแฟลชเช่นในอุตสาหกรรมเครื่องเล่นเพลงเอ็มพี 3 หรือโทรศัพท์มือถือ อย่างบริษัท ซัมซุงฯและอิน
เทลซึ่งบุกเบิกการพัฒนาชิปแฟลชให้มีความเสถียรและง่ายต่อการผลิตมากขึ้น ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมขึ้นมาจะค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่อุตสาหกรรมหน่วยจัดเก็บข้อมูลสำหรับองค์กรในที่สุดและจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้การผลิตชิปแฟลชมีราคาที่ถูกลงราว 50-70% ต่อปี ทั้งนี้ อินเทลจะเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ที่จัดส่งชิปแฟลชให้กับซันด้วย
นอกจากซันแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีบริษัทที่ผลิตระบบเก็บข้อมูลแบบเอสเอสดี เช่น อินเทลที่เปิดตัวเอสเอสดี ความจุ 8 กิกะไบต์ ไม่นานนี้และคาดว่าจะทำตลาด 16 กิกะไบต์ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ขณะที่ซีเกท เทคโนโลยี ก็ระบุที่จะทำตลาดเอสเอสดีเจาะองค์กรชั้นนำภายในปีหน้าเช่นกัน
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
