หลังจากคณะกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ชุดที่มีนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ ออกมาเปิดเผยถึงมติที่ประชุมบอร์ด(31 พฤษภาคม 2551) ต่อกรณีที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะเข้ามาซื้อหุ้นของ บมจ.กสท โทรคมนาคม ที่ถือครองหุ้นจำนวน 42% มูลค่า 2,400 ล้านบาทนั้น ที่ประชุมบอร์ดได้ข้อสรุปออกมาแล้วว่าไม่ขายหุ้นในกิจการร่วมค้าไทยโมบาย 1900 ที่ บมจ.กสท โทรคมนาคม ถือครองหุ้นอยู่จำนวน 42% ให้กับบมจ.ทีโอที เป็นวงเงิน 2,400 ล้านบาทเปลี่ยนหมากขอซื้อหุ้น ทีโอที
ไม่เพียงแต่ไม่ยอมจัดสรรหุ้นเท่านั้นหากแต่นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานบอร์ด บมจ.กสท โทรคมนาคม ออกมาเปิดเกมใหม่ด้วยการขอซื้อหุ้นจำนวน 58% ที่บมจ.ทีโอที ถือครองหุ้นส่วนใหญ่เป็นวงเงินถึง 3,300 ล้านบาทและจะผ่อนชำระให้เป็นเวลา 5 ปีเฉลี่ยปีละ 600 ล้านบาทรวมไปถึงรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดจำนวน 6,000 ล้านบาท หากแต่ค่าโอนและภาษีให้ บมจ.ทีโอที เป็นผู้รับผิดชอบ
เรียกได้ว่าการพลิกเกมในครั้งนี้เท่ากับว่า บมจ.กสทโทรคมนาคม ได้เปรียบขึ้นมาทันทีที่บอกว่าได้เปรียบเป็นเพราะการซื้อขายหุ้นในกิจการร่วมค้าไทยโมบาย 1900 ของ บมจ.ทีโอที มีการเสนอตัวเลขขอซื้อหุ้นที่ บมจ.กสท โทรคมนาคม ถือหุ้นจำนวน 48% ด้วยมูลค่า 2,400 ล้านบาทมีการเจรจามานานหลายปีแต่ก็ยังไร้ข้อยุติ
หากแต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบมจ.กสทโทรคมนาคม จาก พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ ประธานกรรมการ บมจ.กสท โทรคมนาคม มาเป็นนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ทุกอย่างที่ บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นรองกลับได้เปรียบขึ้นมาทันที
เนื่องจาก สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รู้ไส้ในทุกขดของ บมจ.ทีโอที เป็นอย่างดีเนื่องจากในอดีตเขาเคยนั่งตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ.ทีโอที มาก่อนและครั้งหนึ่งเขาได้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอซื้อหุ้นในไทยโมบายจากบมจ.กสท โทรคมนาคม ในวงเงิน 2,400 ล้านบาท
ที่สำคัญไปกว่านั้น สถิตย์ รู้ดีว่าสถานะการเงินและสภาพคล่องของ บมจ.ทีโอที ในปัจจุบันไม่สู้ดีนัก (ปัจจุบันผลประกอบการ บมจ.ทีโอที ในปี 2549 มีรายได้ทั้งสิ้น 59,671.5 ล้านบาท และ กำไรสุทธิอยู่ที่ 6,9812 ล้านบาท และ ในปี 2550 มีรายได้ทั้งสิ้น 52,619.7 ล้านบาท และ กำไรสุทธิอยู่ที่ 6,233.7 ล้านบาท)
นั้นจึงเป็นที่มาที่ สถิตย์ พลิกเกมด้วยการขอซื้อหุ้นของ บมจ.ทีโอที ในกิจการร่วมค้าไทยโมบาย
หวังต่อยอด 3G
เหตุที่มติบอร์ดชุดนี้ต้องการขอซื้อหุ้นในกิจการร่วมค้าไทยโมบาย 1900 ที่บมจ.ทีโอที ถือครองอยู่คืน เนื่องจากความพร้อมในเรื่องของสถานะการเงินที่และเครือข่ายซีดีเอ็มเอ ของ กสท ที่มีอยู่สามารถนำมาต่อยอดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า เนื่องจากสามารถนำอุปกรณ์มาติดตั้งไว้บนสถานีฐานซีดีเอ็มเอ 800 ที่ให้บริการภายใต้ชื่อ CAT CDMA จำนวน 51 จังหวัด
กสท สามารถให้บริการ 3G ได้เร็วตามนโยบาย รมว.คลัง และ รมว.ไอซีทีต้องการให้มือถือ 3Gเกิดขึ้นในประเทศไทย
ไม่เพียงเท่านี้ถ้าบมจ. กสท โทรคมนาคม สามารถซื้อหุ้นจาก บมจ.ทีโอที ได้นั้นหมายความว่า บมจ.กสท โทรคมนาคม จะกลายเป็นผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ให้ผู้บริโภคเลือกได้ถึงสามรูปแบบ กล่าวคือ จากระบบซีดีเอ็มเอ บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิตรซ์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G บนเทคโนโลยี HSPA (High Speed downlink Packetaccess) ในส่วนย่านความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ 3G ของกิจการร่วมค้าไทยโมบาย
กสท แต่งตัวรอรับอนาคตใหม่
สอดรับกับนายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทกำลังเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนโลโก CAT Telecom มาเป็น CAT โดยใช้งบเบื้องต้นในการเปลี่ยนโลโก 3.3 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทจะเปิดตัวโลโกใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 14 สิงหาคม 2551 นี้
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัท มีรายได้รวม 12,186 ล้านบาท จากปีที่แล้วมีรายได้ 10,274 ล้านบาท ส่วนรายจ่ายมี 8,905 ล้านบาท ปีที่แล้วมีรายจ่าย 7,421 ล้านบาท สำหรับกำไรก่อนหักภาษีมี 3,281 ล้านบาท ปีที่แล้วมีกำไรก่อนหักภาษี 2,853 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,306 ล้านบาท ปีที่แล้วมีกำไรสุทธิ 1,979 ล้านบาท ซึ่งรายได้ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากสัมปทาน 59% ส่วนเป้าหมายรายได้ปีนี้ บริษัทตั้งเป้ามีรายได้ทั้งหมด 49,000 ล้านบาท คิดเป็นกำไรประมาณ 10,000 ล้านบาท
ด้านนายมารุต บูรณะเศรษฐกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย CAT Telecom กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทมีลูกค้า CDMA 40,000 ราย ส่วนลูกค้าฮัทช์มี 1 ล้านราย พร้อมกันนี้บริษัทเตรียมเปิด CDMA Shop 7-8 แห่งภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และ จะปรับกลยุทธ์บริการลูกค้าและปรับโฉมใหม่ของช็อปที่มีอยู่แล้ว 23 แห่งทั้งหมด ภายในปลายปีนี้
เรื่องนี้ บมจ.ทีโอที คงไม่ยอมง่ายๆเพราะคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ถือว่าเป็นขุมทรัพย์สุดท้ายหากปล่อยคลื่นความถี่ตกไปอยู่ในมือ บมจ.กสท นั้นหมายความว่ามูลค่าทรัพย์สินลดลงทันตา!!!
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
