ถ้าจำกันได้ราวกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญเมื่อคู่สัญญาสัมปทาน คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้สัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการส่งเสริมและพัฒนากิจการโทรคมนาคมไทย โดยมี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตประธานกรรมการ บมจ.ทีโอที และ ในฐานะรองปลัดกระทรวงกลาโหม และ นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร ของ เอไอเอส ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ด้วยการร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจในครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาบริการแบบ Fixed-Mobile Convergence ร่วมกันเช่นการเป็น Home Hub เพื่อเพิ่มมูลค่าบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต NGN (Next Generation Network) และที่สำคัญไปกว่านั้นทั้งสองบริษัทสามารถ Convergence บริการระหว่างกันได้
- เบื้องลึกลูกค้าลด/รายได้หด
มูลเหตุหลักๆที่ บมจ.ทีโอที ตกลงปลงใจยอมจดปากกาเซ็น MOU กับค่ายมือถือเบอร์หนึ่ง เอไอเอส เป็นเพราะจำนวนลูกค้าโทรศัพท์พื้นฐาน(โทรศัพท์บ้าน)ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2548 ผู้ใช้บริการโทรศัพท์บ้านในเขตนครหลวงอยู่ที่ 3,431,586 เลขหมาย หากแต่ในปี 2549 จำนวนผู้ใช้บริการลดลงมาอยู่ที่ 3,429,969 เลขหมาย ในส่วนของรายได้โทรศัพท์พื้นฐานในช่วงต้นปี 2550 ลดลงประมาณ 15% โดยในเดือนมกราคม 2549 มีรายได้ 1,500 ล้านบาท ส่วนปี 2550 ในช่วงเดือนเดียวกัน มีรายได้ 1,200 ล้านบาท และในเดือนธันวาคม 2549 มีรายได้ 1,265 ล้านบาท และในช่วงเดียวกันของปี 2550 มีรายได้ประมาณ 1,205 ล้านบาท
ขณะที่บริการบรอดแบนด์ หรือ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่ บมจ.ทีโอที ให้บริการอยู่ในขณะนี้มีปัญหาการให้บริการเนื่องจากไฟเบอร์ออพติก หรือ เคเบิลใยแก้วนำแสง ได้มีการวางสายเคเบิลรากยาว จุดตรงนี้เองถือว่าเป็นอุปสรรค กล่าวคือ ความเร็ว ในการรับ-ส่งข้อมูล ตกๆหล่นๆ ดังนั้นหากวางเคเบิลใยแก้วนำแสงในระยะสั้นการลงทุนค่อนข้างสูง
เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ทำได้นั้นก็คือเช่าเครือข่ายไฟเบอร์ออพติกจาก บมจ. เอไอเอส แทนการลงทุน เนื่องจาก เอไอเอส ได้วางเครือข่ายไฟเบอร์ออพติกในระยะทางที่สั้นกว่าและไฟเบอร์ออพติกที่วางอยู่นั้นยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ดัง
นั้นบมจ. ทีโอที มีสิทธิ์ขอเช่าใช้เครือข่ายเนื่องจากได้มีการเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรระหว่างกัน
-ผลประโยชน์ WIN-WIN
ขณะที่ระยะเวลาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของ บมจ. เอไอเอส จะหมดอายุในปี 2558 เครือข่ายอุปกรณ์สื่อสาร ไล่เลียงตั้งแต่ ชุมสาย,สถานีฐาน และ อุปกรณ์เครือข่ายจะตกเป็นทรัพย์สินของ บมจ.ทีโอที เป็นไปตามสัญญาร่วมการงานแบบ BTO (Build-Transfer-Operate;สร้างเครือข่าย-โอนกรรมสิทธิ์ในเครือข่าย-ให้แก่ผู้ให้สัมปทาน)
ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสัญญา เอไอเอส เหลืออีก 7 ปีถ้าสัญญาหมดเขาก็เพียงแต่หิ้วกระเป๋าเงินไปอย่างเดียวส่วนเครือข่ายจำนวน 10,000 สถานีก็ตกเป็นสมบัติของเราและถ้าเขาไปลงทุนใหม่ก็ต้องติดตั้งเครือข่ายอีกหลายแสนล้านบาท
เราเองก็วิเคราะห์ว่าถ้า เอไอเอส โอนลูกค้าจำนวน 20 ล้านรายมาให้เราถามว่าเรื่องบริหารจัดการลูกค้าเราจะทำได้หรือและเราก็กลัวว่าจะเกิดการผ่องถ่ายลูกค้าไปอยู่บริษัทใหม่ซึ่ง เอไอเอส ได้ยื่นขอใบอนุญาตใหม่ไปยัง กทช.แล้ว ดังนั้นเราจำเป็นต้อง กระตุกขากางเกง ของ เอไอเอส เอาไว้ก่อน และ เมื่อวิเคราะห์ทั้งหมดแล้วและทุกอย่างลงตัวบอร์ดชุดที่ผ่านมาก็ตกลงเซ็น MOU ร่วมกันถือว่าครั้งนี้เป็น WIN-WIN ทั้งสองฝ่าย แหล่งข่าว บมจ.ทีโอที ให้ความเห็น
-โรมมิ่งเครือข่าย 3G
แหล่งข่าว บมจ.ทีโอที กล่าวต่ออีกว่า การเซ็น MOU ในครั้งนั้นจะทำให้ บมจ.ทีโอที ประหยัดการลงทุนหลายร้อยล้านบาท และ ที่สำคัญไปกว่านั้นเรื่องของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ในขณะ กทช.(คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้อนุญาตให้ บมจ.เอไอเอส นำเข้าอุปกรณ์ HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) เข้ามาทดสอบผ่านระบบ GSM 900 ได้แล้ว
นั่นหมายความว่าต่อไปในเรื่องของการลงทุนระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ไม่จำเป็นต้องลงทุนซ้ำซ้อนอีกต่อไปเพราะ บมจ.ทีโอที ปัจจุบันมีย่านความถี่ 1900-2001 เมกะเฮิรตซ์ โดยใช้วิธีโรมมิ่งสัญญาณและแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน
ถือได้ว่าการเซ็น MOU ในครั้งนี้เท่ากับ WIN-WIN ทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียว...
แต่ลึกๆแล้วถือว่าเป็นเกมทางธุรกิจที่ตีกันกลุ่มทรู ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ยุทธศาสตร์ Convergence เพราะถ้า เอไอเอส ขืนปล่อยให้ บมจ.ทรู เดินกลยุทธ์แบบนี้ต่อไปเชื่อว่ามาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งมีสิทธิ์ลดลงอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
