บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตีความ พร้อมชี้มูลกรณีเอไอเอ็นให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศโดยไม่ผ่านเครือข่าย กสทฯ ทำให้สูญเสียรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท คาดหลังเปิดเสรีโทรคมนาคมจะทำให้บริษัทสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในปีนี้อีก 2,000-3,000 ล้านบาทนายมารุต บูรณเศรษฐกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดและการขาย บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กสทฯ ได้ส่งเรื่องให้ กทช. ตีความและชี้มูลเกี่ยวกับกรณีที่บริษัท เอไอเอ็น ปรับเปลี่ยนการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จากเดิมโทรศัพท์ระหว่างประเทศจะต้องมีเครื่องหมาย + ในโทรศัพท์และตามด้วยหมายเลข 001 หรือ 009 ซึ่งตั้งแต่เดือนมีนาคมทางเอไอเอ็น ใช้ระบบการโทรศัพท์ระหว่างประเทศโดยขึ้นต้น 005 ไม่ใส่เครื่องหมาย + ซึ่งเป็นการให้บริการลูกค้าเอไอเอ็น โดยไม่ผ่าน กสทฯ ถือว่าเอไอเอ็นใช้ระบบการแข่งขันทางตลาดแบบไม่เป็นธรรม เพราะเครื่องหมาย + ถือเป็นโครงข่ายของ กสทฯ โดย กสทฯ ต้องการให้ กทช.ตีความเกี่ยวกับเครื่องหมาย + ว่าจะใช้หรือไม่ ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกของผู้บริโภคมากกว่า
นายมารุต กล่าวว่า หาก กทช.ตีความว่าไม่จำเป็น กสทฯ ก็จะไม่ติดใจ แต่อยากให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินว่าควรจะมีเครื่องหมาย + สำหรับโทรระหว่างประเทศหรือไม่ แม้เอไอเอ็นจะไม่ใช้โครงข่าย กสทฯ ในการโทรระหว่างประเทศที่ต้องใส่เครื่องหมาย + และผ่านระบบโครงข่าย 001 หรือ 009 แต่เมื่อเอไอเอ็น ไม่ได้กำหนดให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ต้องใส่เครื่องหมาย + ตามด้วย 005 จึงเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เพราะผู้ใช้ควรจะได้เป็นผู้ตัดสินใจ
นอกจากนี้ ทาง กสทฯ จะให้ กทช.พิจารณาการได้รับสัมปทาน เพราะเอไอเอสได้รับสัมปทานโครงข่ายแบบไร้สาย แต่ขณะนี้เอไอเอสมีการเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นระบบเคเบิลออฟติกไปยังบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อสารรายใหญ่ทั่วโลก ซึ่งเห็นว่าเอไอเอสทำผิดวัตถุประสงค์
การที่เอไอเอ็นทดสอบการใช้ระบบโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และไม่ใส่รหัส + ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ กสทฯ จะสูญเสียรายได้แต่ละเดือนที่มีการโทรผ่านรหัสดังกล่าวจาก 60 ล้านนาทีต่อเดือน หายไป 10 ล้านนาทีต่อเดือน หรือคิดเป็นรายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท แต่จากการที่เอไอเอ็นและหลายบริษัทมีการแข่งขันโดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา จึงเป็นสิ่งที่ กสทฯ จะต้องเรียกร้องความเป็นธรรม หากเป็นธรรมต่อระบบเชื่อว่าการแข่งขันจะไม่มีปัญหา แต่จุดยืนของ กสทฯ จะเน้นด้านคุณภาพและบริการ เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการ นายมารุต กล่าว
สำหรับการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตเกตเวย์นั้น ทาง กสทฯ เป็นผู้ให้บริการมาแล้ว 10 ปี และหากมีการเปิดเสรีโดยมีมากกว่า 1 ราย ทาง กสทฯ ก็พร้อมแข่งขัน เพราะเมื่อมีหลายรายจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในเรื่องการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่ง กสทฯ เป็นเจ้าของโครงข่ายใหญ่มีวงจรเชื่อมต่อกับประเทศชั้นนำของโลก 12 ราย ทั้งเอเชีย-แปซิฟิก อเมริกา ยุโรป มีวงจรกว่าร้อยละ 50 และมีวงจรที่สามารถเสริมได้หากวงจรที่มีอยู่เสียหาย และคาดหวังว่าธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ปีนี้ กสทฯ จะเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท
ส่วนแนวทางการเปิดเสรีโทรคมนาคมปีนี้ ทางบริษัทยังตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 7,000 ล้านบาท ต่ำกว่ารายได้ปี 2549 ที่ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าการเปิดให้บริการคู่แข่งใหม่ ๆ ทั้งระบบอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และโมบายโฟนรูปแบบใหม่ ๆ โดยเฉพาะคู่แข่งรายใหญ่อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค จะทำให้ กสทฯ สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดปีนี้อีกไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 ล้านบาท แต่ กสทฯ จะเร่งหากลยุทธ์ใหม่ ๆ และบริการลูกค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
