โนเกียผสมผสานแนวคิดคนไอทีช่วยพัฒนาโทรศัพท์มือถือ ดึงบุคลากรในซิลิคอนวัลเลย์ช่วยวิจัยแอพพลิเคชั่น บนเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่มีอยู่เชื่อมการทำงานระหว่างศูนย์วิจัยที่โนเกียมีในหลายที่ ตั้งเป้าระยะยาวพัฒนาระบบงานทดลองใช้งานใน 1,000 คน อีกสองปีข้างหน้านายเทโร โอยานเพรา รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของโนเกีย กล่าวถึงนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารของบริษัทในอนาคตในงานโนเกีย โมบาย แมช-อัพ ที่จัดขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ซานตา คลาราว่า ทางบริษัทมีแผนจะใช้ประโยชน์จากศูนย์การวิจัยของโนเกียในพาโล อัลโต ในแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นที่ตั้งของซิลิคอน วัลเลย์ เมืองศูนย์กลางด้านไอทีในสหรัฐอเมริกา พัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายกับความเชี่ยวชาญงานด้านคอมพิวเตอร์ของบุคลากรและนักพัฒนาในศูนย์ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน จากเดิมที่การทำงานของโนเกียในซิลิคอน วัลเลย์มุ่งไปที่ประโยชน์ภายในองค์กรเป็นหลัก
สืบเนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่มีแนวโน้มเบนเข้าหาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มากขึ้น สะท้อนจากผลิตภัณฑ์ที่บริษัทพัฒนาออกมานอกจากโทรศัพท์มือถือยังมีอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาที่มุ่งไปสู่การให้บริการด้านข้อมูลมากขึ้น เช่น โนเกียเอ็น800 ที่เป็นเสมือนคอมพิวเตอร์พกพารองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายไว-ไฟ ดังนั้น ทางโนเกียจึงต้องการขยายโอกาสการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายในรูปแบบเดียวกับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ โดยไม่มองข้ามแนวคิดการพัฒนาจากนักพัฒนาอิสระไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ตราบใดที่เป็นการพัฒนาเชื่อมโยงกับอุปกรณ์พกพา
นายบ๊อบ ลานนุชชี รองประธานอาวุโสและหัวหน้าศูนย์วิจัยของโนเกียเปิดเผยว่าบริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่มีอยู่มาเป็นหลักให้นักพัฒนาและกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายใช้ทดลองแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ดู แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเป็นเครือข่ายใด อาจเป็นได้ทั้งเครือข่าย 3G ไวแม็กซ์ ไว-ไฟ หรือผสมรวมทุกเครือข่ายรวมถึงผสมกับเทคโนโลยีอื่น และยังอาจนำไปทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการเชื่อมถึงกัน เช่น ที่พาโล อัลโต เบิร์กเลย์ แคลิฟอร์เนีย เคมบริดจ์ และแมสซาชูเซตต์ ซึ่งเป็นที่ที่โนเกียมีศูนย์การพัฒนาอยู่
ในช่วงแรกอาจทดลองจำกัดในกลุ่มนักพัฒนาและผู้ใช้ เช่น กลุ่มนักศึกษาเพียงไม่กี่พันคนก่อน แล้วค่อยขยายเป็นแผนระยะยาวซึ่งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาให้เครือข่ายใหม่นี้รองรับการใช้งานจริงได้ในกลุ่มผู้ใช้ราว 1,000 คนภายในเวลาสองปี
ตัวอย่างหนึ่งที่โนเกียนำมาแสดง เช่น พ้อยท์แอนด์ไฟด์ (Point&Find) ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานเทคโนโลยีที่บริษัทซื้อธุรกิจมาจากบริษัทพิกโต การใช้งานบริการดังกล่าว ผู้ใช้เพียงยื่นโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องในตัวไปจับภาพวัตถุหรือรูปเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จากนั้นบริการจะเริ่มทำงานโดยเชื่อมกลุ่มคลังภาพเข้ากับยูอาร์แอล ซึ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาพดังกล่าว โดยระบบจะเข้าสู่กระบวนการเปรียบเทียบวัตถุที่เครื่องจับกับกลุ่มคลังภาพที่มีอยู่ในฐานข้อมูลและประมวลผลออกมาโดยอิงกับตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้งาน ณ ขณะนั้นเพื่อให้ได้คำตอบที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังมองหามากที่สุด เช่น หากจับภาพโปสเตอร์หนังและกดเลือก ระบบจะเลือกข้อมูลเป็นได้ทั้งโฆษณาของหนังเรื่องดังกล่าว หรือสถานที่ซื้อตั๋วที่ใกล้ที่สุด หรือหากจับภาพไปที่ถนน ระบบอาจเชื่อมไปยังบริษัทบริการรถสาธารณะท้องถิ่นให้
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
