ด้วยความแรงกระแสไอโฟน โทรศัพท์มือถืออัจฉริยะจากค่ายแอปเปิ้ล ที่ผนวกฟีเจอร์เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลไอพ็อตและความสามารถในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตลงไปด้วยนั้น กำลังจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ซึ่งก็เป็นไปตามที่ สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอของแอปเปิล คาดเอาไว้ว่าจะเป็นที่นิยมไม่แพ้ เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลไอพ็อด เนื่องจากไอโฟนของแอปเปิ้ล จะมีจุดดีในเรื่องของการเป็นเครื่องเสียงเคลื่อนที่ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มีหน่วยความจำถึง 4GB และ 8GB แถมยังมีกล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซล และเช็กอีเมล์ ได้อีกดังนั้นตลาดของแอปเปิลจึงเป็นอีกหนึ่งช่องว่างที่หลายค่ายมองไม่เห็นมาก่อน เพราะภายหลังวางจำหน่ายในยุโรป และ สหรัฐอเมริกายังไม่ถึงปี (เปิดตัว 29 มิถุนายน 2550) ทางแอปเปิ้ลอ้างตัวเลขว่าสามารถทำยอดขายได้แล้วถึง 2ล้านเครื่องจากเหล่าสาวกที่หวังเป็นเจ้าของเจ้าไอโฟนตัวนี้ รวมถึงสาวกในประเทศไทยมีการประเมินกันว่ายอดขายเครื่องหิ้ว ไอโฟน ที่ร้านค้าบนห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง แม้ว่าจะมีราคาไม่ย่อมเยานัก แต่ก็สามารถทำตัวเลขได้ถึง55,000 เครื่อง ซึ่งเป็นรายได้ก้อนโตที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นต้องอิจฉา
จากความแรงของไอโฟนในตลาดเมืองไทยนี้เอง มีกระแสข่าวไหลมาจากค่ายเอไอเอส หรือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ว่าทางเอไอเอสกำลังเจรจากับค่ายแอปเปิ้ล เพื่อนำไอโฟน เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้วเพราะ เอไอเอส เชื่อว่าเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ
งานนี้สำหรับเอไอเอสแล้ว ดูเหมือนจะหวังว่ามือถือไอโฟนจะช่วยดันช่วยต่อยอดธุรกิจเพิ่ม เพราะฟีเจอร์และความสามารถของไอโฟนที่ครบครัน อาจทำให้คนติดใจเพิ่มดีกรีความเป็นสาวกมากขึ้น และผู้ที่จะให้คำตอบที่มาที่ไปของกระแสข่าวดังกล่าวได้ดีที่สุด คือ สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาดของค่ายเอไอเอส
แน่นอนว่าความนิยมของไอโฟนทำให้เราสนใจ ส่วนการเป็นพันธมิตรระหว่างเอไอเอสกับแอปเปิ้ลในกรณีการนำมือถือไอโฟนเข้ามาวางตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนข้อสรุปจะได้หรือไม่ได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ สรรค์ชัย ยืนยันว่ายังไม่บรรลุข้อตกลง เพราะแอปเปิ้ล ยังไม่มีนโยบายชัดเจนและอีกอย่างตลาดในเมืองไทยกับประเทศยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เหมือนกันที่สำคัญ แอปเปิ้ล ได้กำหนดโมเดลสินค้าต้องขายผูกติดกับค่าแอร์ไทม์ (ค่าโทรรายนาที) โดยเครื่องไอโฟน ขายในราคา 399 ดอลล่าร์หรือประมาณ 13,965 บาท (เปรียบเทียบ 1 ดอลล่าร์เท่ากับ 35 บาท) บวกกับค่าแอร์ไทม์ปีละ 150 ดอลล่าร์หรือประมาณ 5,250 บาทหากรวมราคาทั้งหมดอยู่ประมาณ 23,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีในเรื่องโมเดลธุรกิจ ซึ่งหากการเจรจาเป็นผลสำเร็จ ทางแอปเปิ้ลต้องปรับรูปแบบการทำธุรกิจ ไม่ใช่เป็นการเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้จากค่าโทรศัพท์อย่างที่เคยเสนอมา เพราผู้ให้บริการมือถือแต่ละรายในไทย ต่างก็ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้คู่สัญญาสัมปทานเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการแบ่งส่วนแบ่งรายได้แก่ไอโฟน จึงไม่น่าใช่รูปแบบธุรกิจที่เป็นไปได้
ทำไมถึงสนใจ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาดของค่ายเอไอเอส กล่าวตอบว่า เพราะไอโฟนเป็นเทรนด์ของโลก ทราบว่าขณะนี้ผู้ประกอบการเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายทั่วโลกพยายามติดต่อกับทางแอปเปิล เพื่อนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายเพราะ มือถือไอโฟน ถือว่าเป็นความก้าวล้ำเหนือคู่แข่งไปอีกก้าวหนึ่งในปีนี้ ที่ใครๆ ก็อยากนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย เพราะนั้นหมายได้ขุมรายได้ก้อนใหญ่ ที่จะสร้างรายได้ให้กับโอเปอเรเตอร์
มองตลาดในประเทศไทยอย่างไร หากได้ไอโฟนมาวางตลาดอย่างเป็นทางการ สรรค์ชัยบอกว่า ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ความง่ายในการใช้งาน เชื่อว่าไอโฟน จะกระตุ้นผู้บริโภคหันมาใช้ไอโฟนมากขึ้น ดังนั้นประเด็นหลักๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องการตั้งราคา การทำตลาด เท่าที่เห็นขณะนี้มีไอโฟน หิ้วเข้ามาขายบนห้างมาบุญครองกันแล้วร่วม50,000เครื่อง โดยถอดซิมการ์ดของ AT&T ออก แล้วขายเฉพาะเครื่องเปล่า 20,000 บาทต่อเครื่อง ลูกค้าส่วนใหญ่ของ ไอโฟน ที่ขายได้ส่วนใหญ่เป็นสาวกของไอพ๊อด
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
