การให้ยาโดยการรับประทานถือเป็นวิธีนำส่งตัวยาเข้าสู่ร่างกายที่สะดวกและนิยมกันมากที่สุด แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการดูดซึมตัวยาเข้าสู่อวัยวะที่เป็นเป้าหมาย เนื่องจากระบบทางเดินอาหารจะกำจัดยาออกจากร่างกายภายในเวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ยาจะออกฤทธิ์ จึงทำให้ตัวยายังไม่ถูกดูดซึมเข้าไปถึงอวัยวะเป้าหมาย การรับประทานยาจึงอาจได้ผลไม่เต็มที่ดังนั้นการนำส่งยาที่ทำให้ตัวยาติดอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งในทางเดินอาหารได้นาน จะทำให้ตัวยามีระยะเวลาที่จะถูกดูดซึมเพิ่มขึ้น ซึ่ง “ระบบการนำส่งยาแบบยึดติดเยื่อเมือก” เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ตัวยาอยู่ในทางเดินอาหารได้ยาวนานขึ้น ทำให้เกิดผลสูงสุดในการรักษา
นางนาตยา ถีระวงษ์ นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ระบบนำส่งยาแบบยึดติดเยื่อเมือก เป็นวิธีการหนึ่ง ที่ทำให้ระบบนำส่งยาเกาะติดเนื้อเยื่อได้นานขึ้น จึงช่วยเพิ่มความเข้มข้นของของตัวยาเฉพาะที่ หรือเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งสารที่ทำหน้าที่ยึดติดนั้นสำคัญมาก ทั้งนี้สารยึดติดแต่ละชนิดนั้นจะมีคุณสมบัติในการยึดติดแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนา เพื่อให้เกิดความหลากหลายในการนำไปใช้กับยาแต่ละชนิด
ดังนั้นจึงได้ทำวิจัยเรื่อง “คุณสมบัติและกลไกการยึดติดเยื่อเมือกของเพคติน” ขึ้นเพื่อพัฒนาสารพอลิเมอร์เพคตินให้เป็นสารช่วยยึดติดในระบบนำส่งยาแบบยึดติดเยื่อเมือก เนื่องจากเพคตินเป็นสารสกัดได้จากพืชและผลไม้ เช่น กากแอปเปิ้ล เปลือกส้มและมะนาว ทำให้สามารถย่อยสลายได้ในร่างกาย ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง
คุณสมบัติเบื้องต้นของเพคติน สามารถเป็นสารที่ยึดติดกับเนื้อเยื่อได้ เนื่องจากเมื่อเพคตินเปียกจะพองตัวออกมีลักษณะคล้ายเจล จากนั้นสายโซ่พอลิเมอร์ของเพคตินจะคลายตัวออกและพันเข้ากับสายโซ่ที่อยู่ในเยื่อเมือกบริเวณเนื้อเยื่อ และเกิดเป็นพันธะระหว่างสายโซ่ขึ้น ทำให้สามารถยึดติดกับเนื้อเยื่อได้ดี
และจากการศึกษา คุณสมบัติในการยึดติดเยื่อเมือกของเพคติน พบว่าสามารถยึดติดได้ดีที่บริเวณลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ จากนั้นได้ทำการทดสอบ ความสามารถในการยึดติดของเพคติน โดยการผสมเพคตินกับไลโปโซม ซึ่งเป็นอนุภาคที่ใช้เก็บกักตัวยาไว้ภายใน เพื่อป้องกันการย่อยสลายโดยเอนไซม์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร และช่วยให้มีตัวยาเหลืออยู่ในร่างกายมากขึ้น ส่วนตัวยาต้นแบบที่ใช้ คือ ฮอร์โมนแคลซิโตนิน ซึ่งใช้รักษาโรคกระดูกพรุน ออกฤทธิ์ได้ดีในลำไส้ แต่ฮอร์โมนชนิดนี้มีปัญหาเรื่องการสลายตัวรวดเร็วมาก
การทดสอบเพื่อยืนยันผลนั้น จะทดสอบกับหนูที่ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งความสามารถในการยึดติดของเพค ตินโดยการผสมเพคตินกับไลโปโซมนั้นจะลดระดับแคลเซียม ในกระแสเลือดได้ถึง 2.5 เท่า
ในอนาคตคาดว่าจะมีการนำเพคตินไปพัฒนาใช้กับยาจำพวกโปรตีนที่ใช้รักษาโรคต่าง ๆ เช่น ยารักษามะเร็ง อินซูลินรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งโดยปกติยาจำพวกนี้จะถูกทำลายโดยเอนไซม์ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก หากสามารถทำให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ในลำไส้ใหญ่ได้ จะทำให้ยาถูกดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น
นอกจากนี้การทดสอบการยึดติดเยื่อเมือกบริเวณเยื่อบุกระพุ้งแก้ม โดยการนำเม็ดเพคตินไปแปะไว้ที่เนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มหมู ผลการทดสอบพบว่าเพคตินสามารถยึดติดที่เนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มได้ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการพัฒนารูปแบบยาชนิดยึดติดเนื้อเยื่อภายในช่องปาก เช่น ยารักษาแผลในปาก ยาฆ่าเชื้อราในช่องปาก หรือใส่ยาที่ต้องการให้มีการดูดซึมเข้ากระแสเลือดผ่านทางช่องปากเพื่อต้องการให้ออกฤทธิ์ทันที เช่น ยารักษาโรคหัวใจ ยานิโคตินสำหรับคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ เป็นต้น
นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ทำให้ลดปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากสารสังเคราะห์และทำให้ลดต้นทุนในการผลิตยาอีกปีละหลายล้านบาทเลยทีเดียว.
กรณ์ ศิริจิตร
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
