ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด!!! วินาทีนี้หากเสียงขณะรอสายโทรศัพท์มือถือของใครยังดังแบบนี้ ขอบอกว่าเอาต์เต็มที เพราะตอนนี้ใครๆต่างก็หันมาดาวน์โหลดเสียงเพลงรอสาย (Ring back tone) กันเต็มบ้านเต็มเมืองแล้ว โดยยอดรวมล่าสุดพุ่งสูงถึง 10 กว่าล้านเลขหมายเลยทีเดียว ขณะที่จำนวนเพลงที่ดาวน์โหลด ก็พุ่งสูงกว่า 3-4 ล้านเพลงต่อเดือน ซึ่งแนวโน้มการเติบโตของบริการดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแค่นี้ ตรงกันข้ามกับมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวม (โอเปอเรเตอร์มือถือ+ค่ายเพลง) สูงถึง 5,000 กว่าล้านบาทเรียกได้ว่าบริการดาวน์โหลดเดิมๆอย่างริงโทน หรือทรูโทน ที่เคยได้รับความนิยม ยังสู้ความแรงไม่ไหวเลยทีเดียว งานนี้ผู้ที่ยิ้มแก้มปริคงหนีไม่พ้นโอเปอเรเตอร์มือถือและค่ายเพลง โดยเฉพาะค่ายเพลงถือว่าบริการนี้ช่วยทดแทนรายได้ที่หายไปจากตลาดเทปผีซีดีเถื่อนได้เป็นอย่างดี
++ใช้สื่ออารมณ์แทนคำพูด
บริการเสียงเพลงรอสาย เป็นบริการเสียงเพลงขณะเรียกรอสาย ที่เจ้าของเครื่องสามารถเลือกเพลงโปรดมาเป็นเสียงเรียกรอสายให้กับคนที่โทร.หาเรา โดยบริการเสียงเพลงรอสายเปิดให้บริการกับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย ทั้งแบบเติมเงินและแบบจดทะเบียน และสามารถใช้ได้กับโทรศัพท์มือถือทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าผู้โทร.หาเราจะใช้โทรศัพท์บ้าน หรือโทร.จากต่างประเทศ ก็ยังสามารถได้ยินเสียงเพลงรอสายที่เราตั้งเอาไว้
ถามว่าทำไมบริการเสียงเพลงรอสายได้รับความนิยมเป็นอย่างมากผู้ที่ให้คำตอบได้ดีที่สุด คือ นายพิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการสายงานบริการมัลติมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บมจ.) บอกถึงสาเหตุที่มีผู้ใช้บริการเสียงเพลงรอสายเป็นจำนวนมาก เป็นเพราะบริการดังกล่าวช่วยบ่งบอกตัวตนของเจ้าของเลขหมายดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าคนทุกคนต้องการสื่อความเป็นตัวตนให้คนอื่นรับรู้ ดังนั้นบริการนี้จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ขณะที่ นายวรพจน์ นิ่มวิจิตร ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานอาร์เอสดิจิตอล บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) (บมจ.) กล่าวแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า บริการเสียงเพลงรอสายถือเป็นบริการเสริมบนโทรศัพท์มือถือที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ เพราะบริการดังกล่าวสามารถแสดงบุคลิกภาพ หรือแสดงความรู้สึกของเจ้าของเลขหมายให้กับคนที่โทร.เข้ามาได้หลากหลายอารมณ์ ซึ่งทำให้วันนี้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสื่อแสดงความรู้สึกที่ทำได้มากกว่าแค่การพูด
++-ครองแชมป์บริการสุดฮิตบนมือถือ
สิ่งที่การันตีกระแสความนิยมของบริการเสียงเพลงรอสายได้อย่างชัดเจน คือการก้าวขึ้นอันดับ 1 ของบริการเสริมบนโทรศัพท์มือถือ โดยนาย
ปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักการตลาดบริการสื่อสารไร้สาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือ เอไอเอส ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า กระแสความนิยมของบริการเสียงเพลงรอสาย ถือเป็นประวัติศาสตร์ของบริการเสริม นอกจากบริการส่งข้อความสั้น หรือ เอสเอ็มเอส โดยเอไอเอสได้เริ่มเปิดให้บริการเสียงเพลงรอสายภายใต้ชื่อ Calling Melody มาประมาณ 4 ปีแล้ว ซึ่งล่าสุดมีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งหมดประมาณ 5.6 ล้านเลขหมาย (ลูกค้าเอไอเอสทั้งหมด 23 ล้านเลขหมาย) และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 6-10% ทุกปี ขณะที่จำนวนการดาวน์โหลดเพลงมีประมาณ 800,000-900,000 แสน เพลงต่อเดือน คิดเป็นยอดดาวน์โหลดทั้งปีประมาณ 18 ล้านเพลง สำหรับสัดส่วนของรายได้ หากมองในแง่การใช้บริการเสริมที่เกี่ยวกับเพลง ถือว่าบริการCalling Melody มีสัดส่วนรายได้เป็นอันดับ 1 แต่หากมองในแง่บริการเสริมทั้งหมดบริการเสริมบนมือถือ ถือว่าเสียงเพลงรอสายมีสัดส่วนรายได้เป็นอันดับ 2 (20% ของบริการเสริมทั้งหมด)โดยอันดับ 1 ยังคงมาจากบริการเอสเอ็มเอส (30% ของบริการเสริมทั้งหมด)
สำหรับช่องทางการใช้บริการ Calling Melody ได้แก่ 1.โทร.ออก *789 2.โทร.ออก 1175 กด 9 3. ทางเว็บไซต์โมบายไลฟ์ 4.เว็บไซต์ 5.ระบบไอวีอาร์ หรือตอบรับอัตโนมัติ 6.หมายเลขพิเศษ เช่น รหัสเฉพาะเพลงตามเทศกาล หรือโอกาสพิเศษ และ 7.Calling Copy เพียงได้ยินเพลงรอสายของเบอร์ปลายทางแล้วโดนใจ ก็สามารถกด 55 ก๊อบปี้ได้ทันที โดยมีอัตราค่าบริการ 30 บาทต่อเดือน โหลดเพลง หรือเพิ่มเพลง 20 บาทต่อเพลง
ขณะที่ นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มบริการเสริม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือ ดี
แทค เปิดเผยข้อมูลว่า ดีแทคเปิดให้บริการเสียงเพลงรอสายภายใต้ชื่อ Ring4U โดยล่าสุดมีจำนวนผู้ใช้บริการประมาณ 4.8 ล้านเลขหมาย โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง 4 ล้านเลขหมาย คิดเป็น 25% ของลูกค้าดีแทคทั้งหมด (16 ล้านราย) ซึ่งมีผู้ใช้บริการโทร.เข้ามาเปลี่ยนเพลง 1-1.5 ล้านครั้งต่อเดือน คิดเป็นจำนวนการเปลี่ยนเพลงรอสายประมาณ 2-2.5 ล้านเพลงต่อเดือน โดยดีแทคมีรายได้จากบริการ Ring4U ประมาณ 100-150 ล้านบาทต่อเดือน สำหรับช่องทางการใช้บริการ ได้แก่ 1.ผ่านทางอินเตอร์เน็ต 2.ดาวน์โหลดผ่านทางคอลล์เซ็นเตอร์หมายเลข 1678 กด 9 และ 3.ระบบตอบรับอัตโนมัติ *119อัตราค่าบริการ 35 บาทต่อเดือน โหลดเพลง หรือเพิ่มเพลง 20 บาทต่อเพลง
บริการเสียงเพลงรอสายกำลังมาแรงและสามารถเติบโตได้อีกจำนวนมหาศาล เพราะปัจจุบันในไทยยังมีจำนวนผู้ใช้บริการไม่ถึง 20% ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด (จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมดมีประมาณ 50 ล้านคน) ทั้งนี้ปัจจุบันเรามีรายได้มาจากบริการเอสเอ็มเอส, จีพีอาร์เอส, เสียงเพลงรอสาย และการดาวน์โหลดคอนเทนต์ต่างๆ ในสัดส่วนเท่าๆกัน คือ 20% ซึ่งในแต่ละเดือนทั้ง 4 บริการนี้จะสลับกันขึ้นอันดับหนึ่ง โดยเราตั้งเป้ามีลูกค้าใช้บริการเสียงเพลงรอสายเพิ่มเป็น 5.5-6 ล้านราย
ด้าน พิรุณ กล่าวว่า ขณะนี้ทรูมูฟ (บริษัทในเครือ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น) มีรายได้จากบริการเสียงเพลงรอสาย เป็นอันดับ 1 ของบริการเสริมบนโทรศัพท์มือถือทั้งหมด ซึ่งเริ่มต้นทรูมูฟเปิดให้บริการภายใต้ชื่อ Color Ring แต่ปัจจุบันทรูมูฟได้ยกเลิกชื่อดังกล่าว โดยใช้ชื่อบริการว่าเสียงเพลงรอสายแทน เนื่องจากมองว่าเป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นหูและใช้เรียกบริการนี้ทุกค่ายอยู่แล้ว สำหรับจำนวนผู้ใช้บริการมีประมาณเกือบ 2 ล้านราย (ลูกค้าทั้งหมด 12 ล้านราย)
สำหรับช่องทางการใช้บริการ ได้แก่ 1.ระบบตอบรับอัตโนมัติ 8888 ซึ่งเร็วๆนี้จะเปลี่ยนหมายเลข 8000 ทั้งหมด 2.คอลล์เซ็นเตอร์หมายเลข 2222 และ 3.ดาวน์โหลดตามรหัสเพลงตามสื่อสิ่งพิมพ์ และโทรทัศน์ เป็นต้น อัตราค่าบริการเดือนละ 30 บาท โหลดเพลง หรือเพิ่มเพลง 20 บาทต่อเพลง
ทั้งนี้จากล่าสุดจำนวนผู้ใช้บริการเสียงเพลงรอสายในไทยมีจำนวนไม่ถึง 20% ของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด เชื่อว่าแนวโน้มจะเติบโตไปได้ไกลกว่านี้ โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งล่าสุดมีสถิติการใช้บริการเสียงเพลงรอสายในต่างประเทศสูงสุดถึง 50% ของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด
++เสริมรายได้ค่ายเพลงกว่า 15%
วรพจน์ กล่าวถึงบริการเสียงเพลงรอสายเพิ่มเติมอีกว่า บริการดังกล่าวได้เข้ามาสร้างรายได้ให้กับค่ายเพลงกว่า 15% โดยธุรกิจเพลงมีมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด 3,000-5,000 ล้านบาทต่อปี มีสัดส่วนรายได้มาจากบริการเสียงเพลงรอสายประมาณ 450-750 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอาร์เอสมีสัดส่วนรายได้มาจากเสียงเพลงรอสาย ประมาณ 15% เช่นเดียวกัน ทั้งนี้จากจำนวนผู้ใช้บริการเสียงเพลงรอสาย 10 กว่าล้านเลขหมาย คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด (โอเปอเรเตอร์มือถือ+ค่ายเพลง) ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท และแนวโน้มคาดว่าจะเติบโตได้อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการแข่งขันคาดว่าปีหน้าจะมีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น
แม้จำนวนยอดผู้ใช้บริการเสียงเพลงรอสายในไทยจะยังไม่ถึง 20% ของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมดก็ตาม แต่ด้วยตัวเลขมูลค่าตลาดรวมกว่า 5,000 ล้านบาท ก็ถือเป็นตัวเลขที่มีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว จากนี้ไปการเติบโตจะเพิ่มสูงขึ้นมากน้อยเพียงใด คงต้องติดตามกันต่อไป!
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
