ค้าปลีกไอทีไม่สนการเมืองซัด เศรษฐกิจยังซึม เดินหน้าเจาะตลาดปี2551เต็มสูบ คอมเซเว่น ปูพรมขยายสาขาเข้าห้าง 20 แห่ง รับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยน ด้านไอทีซิตี้ เล็งเปิดเพิ่ม อีก5 แห่ง เชื่อตลาดในอีก 3 ปีข้างหน้าโตเฉลี่ย 10%ต่อปีนายกฤชวัฒน์ วรวานิช ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด ผู้ค้าส่ง และค้าปลีกสินค้าไอทีภายใต้ชื่อ บิ๊กไอที และ บานาน่า ไอที เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่าภาพรวมตลาดไอทีปี 2551 จะเติบโตขึ้นไม่มากนัก โดยปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตของตลาด อย่างไรก็ตามก็คาดหวังว่าภายหลังการเลือกตั้งปลายปีนี้และการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่จะมีผลกระตุ้นตลาดให้มีการเติบโตขึ้น
ส่วนทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทปีหน้า จะมุ่งเน้นการขยายหน้าร้านค้าปลีกสินค้าไอที หรือช็อป ภายใต้ชื่อ บิ๊กไอที ไอ-สตูดิโอ และช็อปใหม่ที่เปิดขึ้นมาภายใต้ ชื่อ บานาน่าไอทีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละช็อปแต่ละแบรนด์จะมีคอนเซ็ปต์แตกต่างกัน โดย บิ๊กไอที จะอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์หน้าร้านขายสินค้าไอทีครบวงจร ขณะที่ไอสูติโอ เป็นช็อปขายสินค้าของแอปเปิล ส่วนบานาน่า ไอที จะเป็นช็อป ที่เป็นไลท์สไตล์ลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านจะมีความรู้สึกเพลิดเพลิน
นายกฤชวัฒน์ กล่าวอีกว่าบริษัทจะมุ่งเปิดช็อปใหม่ภายใต้ชื่อแบรนด์ต่างๆ ไปในห้างสรรพสินค้า หรือ ช็อปปิ้งมอลล์ เป็นหลัก จากเดิมช็อปส่วนใหญ่จะอยู่ภายในศูนย์การค้าไอที ทั้งนี้เพื่อรองรับกับไลท์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันการขยายช็อปเข้าไปในห้างยังช่วยในการขยายไปตลาดกลุ่มใหม่ๆ เช่น กลุ่มคอนซูเมอร์ที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านไอที และช่วยเป็นจุดรองรับการให้บริการหลังการขายกับลูกค้าของคอมเซเว่น อีกทั้งยังเป็นสนามใหม่ที่ผู้ค้ารายอื่นยังไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร โดยคาดว่าปีหน้าจะสามารถทยอยเปิดช็อปแห่งใหม่ได้ 20 แห่ง จากปัจจุบันมีช็อปอยู่ประมาณ 80 แห่ง
คอมเซเว่นเกิดขึ้นมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้เหตุการณ์เลวร้ายกว่าปัจจุบันมาก เราสามารถประคับประคองธุรกิจมาได้ ทั้งนี้มองว่าตลาดไอทีบ้านเรายังเติบโตได้อีกมาก เพราะการใช้งานคอมพิวเตอร์ยังน้อยอยู่
ส่วนสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดปีหน้ายังคงอยู่ที่คอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือโน้ตบุ๊ก ที่คาดว่าตลาดปีหน้าจะมียอดขายรวม 510,000 เครื่องจากปีนี้มียอดขายรวมกันทั้งตลาด 450,000 เครื่อง โดยมองว่าปี 2551 ราคาเครื่องโน้ตบุ๊กจะลดลงมาอีกเล็กน้อย โดยรุ่นที่เป็นเมนสตรีม มีสเปคเป็นที่นิยมใช้แพร่หลาย จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 28,000-29,000 บาท จากเดิมราคาเริ่มต้นประมาณ 30,000 กว่าบาท ส่วนอีกรุ่นที่ขายดี คือ รุ่นราคาประหยัด ราคา 19,000 บาท ซึ่งสินค้าราคาถูกยังเป็นที่ต้องการของลูกค้ากลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้เครื่องแรก
นายเอกชัย ศิริจิระพัฒนา ผู้อำนวยการบริหาร บริษัทไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซูเปอร์
สโตร์ค้าปลีกไอทีรายใหญ่ กล่าวว่าสถานการณ์ตลาดไอทีปีหน้ายังไม่มีความชัดเจน โดยมุมมองของภาคธุรกิจแล้วระยะสั้น หรือปี 2551 ยังแบ่งออกเป็น 2 ความคิด ความคิดแรกมองว่าตลาดจะเติบโตขึ้นดีกว่าปกติ ส่วนความคิดที่ 2 คือ ตลาดมีการชะลอตัวลง ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของตลาดปีหน้ามากสุด คือ ปัจจัยการเมือง หากการเมืองภายหลังเลือกตั้งยังมีความไม่แน่นอน ความรู้สึก หรืออารมณ์ของผู้บริโภคก็จะระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยเช่นเดียวกับปีนี้ อย่างไรก็ตามหากมองไปในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ตลาดไอทียังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 10%
ทั้งนี้แม้ว่าตลาดปีหน้ายังมีความไม่ชัดเจน แต่บริษัทยังคงมุ่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการดำเนินขยายสาขาก็จะทำแบบระมัดระวังมากขึ้น โดยปีหน้าคาดว่าจะสามารถเปิดสาขาใหม่ ประมาณ 5 แห่ง จากปีนี้มีอยู่ 30 แห่ง ส่วนจะเป็นในกรุงเทพ หรือต่างจังหวัดมากกว่ากันนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับทำเลสถานที่ หรือความต้องการของพื้นที่นั้นๆ
ตอนนี้ไม่แปลกใจที่ผู้ค้าไอที หรือ ห้างโมเดิร์นเทรด ต่างเร่งขยายสาขาและการทำตลาดสินค้าไอที ทั้งนี้เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้ซื้อที่มีความต้องการมากขึ้น โดยตอนนี้ต่างจังหวัดการเติบโตขึ้นมาเร็วมาก แต่หากคิดเป็นมูลค่าก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพ
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
