กิ๊กก๊อก ข่าว |
กิ๊กก๊อก Link |
|
|
บทสรุป ดิ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ
ปีที่แล้ว แฮร์ริงตัน คว้าแชมป์ที่คาร์นุสตี้ ด้วยการไล่จากตามหลังผู้นำ เซร์คิโอ การ์เซีย 6 สโตรก เมื่อเริ่มออกรอบในวันสุดท้าย ก่อนจะจบ 4 วันด้วยสกอร์เท่ากันกับ การ์เซีย และ ซูเปอร์พ็อด แฮร์ริงตัน ก็เอาชนะโปรดังของเมืองกระทิงดุ ในการเล่นเพลย์ออฟ คว้าแชมป์เมเจอร์หนแรกในชีวิตของเขาไปครอง มาปีนี้ที่ รอยัล เบิร์คเดล หลังจากเสียโบกี้ 3 หลุมติดกันที่หลุม 7 , 8 และ 9 คุณพ่อลูกสอง แพดริก แฮร์ริงตัน เล่นราวกับ เทพ ในช่วง 9 หลุมสุดท้ายของวันสุดท้าย ท่ามกลางสภาพสนามและอากาศที่สุดโหด ด้วยการทำ 2 เบอร์ดี้ กับอีก 1 อีเกิ้ล ส่งผลให้เขา ก้าวขึ้นไปรับแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยสกอร์ที่ดีกว่า เอียน โพลเตอร์ รองแชมป์ถึง 4 สโตรก แฮร์ริงตัน กับ โพลเตอร์ มีสกอร์รวมเท่ากันที่ 7 โอเวอร์พาร์ เมื่อแชมป์เก่าเหลือการเล่นอีก 6 หลุม ในขณะที่ โพลเตอร์ ความหวังของชาวเมืองผู้ดี เล่นจบไปก่อนแล้ว ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ภาพในอดีตของบริติช โอเพ่น เมื่อปี 1999 ที่ พอล ลอว์รีย์ เล่นจบไปก่อน และกำลังจะกลับบ้าน ถูกตามตัวมาเล่นเพลย์ออฟ กับ ฌอง วาล เดอร์ เวลด์ หลังจากที่โปรชาวฝรั่งเศส ที่ขึ้นแท่นทีหลุมสุดท้าย ด้วยสกอร์นำหน้า ลอว์รีย์ 3 สโตรก กลับทำทริปเปิลโบกี้ จนต้องมาเล่นเพลย์ออฟกัน และ ลอว์รีย์ ก็เลยกลายเป็นแชมป์ไปแบบเหลือเชื่อ โพลเตอร์ เองก็หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เหมือนอย่างที่ ลอว์รีย์ เคยทำได้ ทว่า! บังเอิญ คู่ต่อสู้ของเขาคือ แพดริก แฮร์ริงตัน ที่ระเบิดฟอร์มขั้น เทพ ออกมา ด้วยการทำเบอร์ดี้ที่หลุม 13 และ 15 ตามมาด้วยอีเกิ้ลที่สุดยอดในหลุม 17 ซึ่งในที่สุด โปรชาวไอริช ก็เดินหน้าไปคว้าคลาเร็ต จัค กลับบ้านเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แฮร์ริงตัน อาจจะไม่ใช่คนแรก ที่คว้าแชมป์ ดิโอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ ได้ 2 ปีติดต่อกัน เพราะเมื่อปี 2005 , 2006 ไทเกอร์ วูดส์ ยอดโปรชาวสหรัฐ ก็ทำได้มาแล้ว แต่สิ่งหนึ่ง ซึ่งถือว่า แพดริก แฮร์ริงตัน สร้างประวัติศาสตร์ของ ดิ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ ขึ้นมาก็คือ เขากลายเป็นนักกอล์ฟคนล่าสุด ที่ได้แชมป์ ดิ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ หนแรก แล้วสามารถป้องกันตำแหน่งได้ในปีถัดมา โดยคนที่ทำได้เช่นเขาก่อนหน้านั้นก็คือ ลี เทรวิโน่ โปรชาวสหรัฐ ที่คว้าแชมป์ ดิ โอเพ่น หนแรกในปี 1971 และสามารถป้องกันตำแหน่งเอาไว้ได้ในปีถัดมา แพดริก แฮร์ริงตัน รับเงินรางวัลในฐานะแชมป์ไป 938,565 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ 46,928,250 บาท พร้อมด้วยคะแนนสะสมทั้งอันดับโลก ที่คงจะกระโจนพรวดขึ้นมาติดท็อปเทน และอันดับคะแนนสะสมในเฟดเอ็กซ์ คัพ ที่จะกระโดดพรวดขึ้นไปอยู่แถวหน้าเช่นกัน แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ กับการได้ถูกจารึกชื่อว่า เป็นแชมป์กอล์ฟรายการเมเจอร์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ถึง 2 สมัยติดต่อกัน ส่วนคนที่จะต้องขอชมเชย แม้ว่าจะไม่ได้แชมป์ในรายการนี้ คงหนีไม่พ้น อดีตมือ 1 ของโลก วัย 53 ปี นาม ไอ้ฉลามขาว เกร็ก นอร์แมน นอร์แมน ห่างหายจากวงการกอล์ฟระดับโลกไปนาน ด้วยเหตุผลทางธุรกิจส่วนตัว ที่ต้องไปดูแลอย่างใกล้ชิด ข่าวคราวที่ได้ทราบล่าสุดของเขา ก็คือการสมรสอีกครั้งกับ คริส เอฟเวิร์ต อดีตนักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลกชาวสหรัฐ การมาแข่งขัน ดิ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ หนนี้ อดีตแชมป์ 2 สมัยชาวเมืองจิงโจ้ ไม่เคยถูกคาดหมายจากบรรดาผู้สันทัดกรณีแม้แต่น้อยว่า เขาจะกลายมาเป็น สีสัน ของรายการ ที่ทำให้บรรดาผู้ชม ได้ตามลุ้น ตามเชียร์เขา ราวกับในยุครุ่งเรือง ที่ นอร์แมน ขับเคี่ยวกับยอดโปรเมืองผู้ดีอย่าง นิค ฟัลโด้ เมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ไอ้ฉลามขาว เป็นผู้นำเดี่ยวเมื่อผ่าน 3 วันแรก ที่สกอร์รวม 2 โอเวอร์พาร์ แต่มาหลุดในวันสุดท้าย ที่เขาตีเกินไป 7 โอเวอร์พาร์ ส่งผลให้สกอร์รวมของ นอร์แมน คือ 9 โอเวอร์พาร์ เป็นอันดับ 3 ร่วมกับ เฮนริค สเตนส์สัน โปรชาวสวีดิช อย่างไรก็ตามที แม้จะพลาดหวัง ไม่ได้แชมป์สมัยที่ 3 แต่สิ่งที่ เกร็ก นอร์แมน แสดงออก ตลอด 4 วันที่รอยัล เบิร์คเดล ก็ได้ใจแฟนกอล์ฟไปเต็ม ๆ แล้วครับ
|
|
|
|