วัตถุประสงค์หลักของ เชล่า ทาออร์มิน่า นักกีฬาหญิงทีมชาติสหรัฐวัย 39 ปี ในโอลิมปิคเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เดือนสิงหาคมนี้ ไม่ใช่การคว้าเหรียญรางวัลหรือเพื่อความเป็นที่สุดในชนิดกีฬาที่เธอแข่งขัน...หากแต่เพื่อเข้าร่วมมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม ...เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดบางประการ
และเพื่อสร้าง ประวัติศาสตร์ ที่ไม่เคยมีนักกีฬาชายหญิงคนไหนทำได้ในการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์สมัยใหม่ขึ้นมา!
ทาออร์มิน่าร่วมแข่งขันโอลิมปิคครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ในชีวิต ถ้านับเพียงคุณสมบัติเท่านั้นอาจยังมีนักกีฬาอีกหลายคนที่ทำได้ แต่ความพิเศษของเธอขนาดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือ ทาออร์มิน่าร่วมแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ในชนิดกีฬาที่แตกต่างกันเป็นชนิดที่ 3 เข้าไปแล้ว เริ่มต้นจากการเป็นนัก ว่ายน้ำ ต่อด้วย ไตรกีฬา ก่อนจะมาถึง ปัญจกีฬาสมัยใหม่ ในปักกิ่งเกมส์หนนี้
แต่กว่าที่นักกีฬาสาวเมืองมะกันจะมาถึงจุดที่เป็นประวัติศาสตร์นั้น เธอต้องผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคไม่ใช่น้อยเลยจริงๆ
ทาออร์มิน่าออกสตาร์ตด้วยการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย เป็นกัปตันทีม มหาวิทยาลัยจอร์เจีย และนำทีมคว้าแชมป์ระดับประเทศตลอด 4 ปีที่ศึกษาอยู่
อย่างไรก็ตาม ทาออร์มิน่ากลับไม่ประสบความสำเร็จในระดับทีมชาติเท่าที่ควร เธอไม่ผ่านการคัดตัวร่วมแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ปี 1988 และ 1992 กว่าจะติดก็ในปี 1996 ในโอลิมปิคเกมส์ที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จที่น่าพอใจ เพราะเธอเป็นสมาชิกทีมว่ายผลัดฟรีสไตล์ 4 คูณ 200 เมตรหญิง ที่คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ
การคว้าเหรียญทองหลังความมานะพยายามถึง 3 ครั้ง ได้จุดประกายให้ทาออร์มิน่านำเรื่องราวของเธอไปเผยแพร่เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ทั่วประเทศ
เธอทุ่มเทเวลาขับรถตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐนับหมื่นกิโลเมตรเพื่อสร้างกำลังใจให้กับเด็กทุกคน แต่ขณะที่กำลังสนุกกับงานใหม่ อดีตนักกีฬาอย่างทาออร์มิน่าก็เผลอปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยปละละเลยเรื่องการดูแลสุขภาพและโภชนาการจนรูปร่างพลานามัยไม่เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม
ตอนนั้นเองที่เธอตัดสินใจหันไปฝึกฝน ไตรกีฬา โดยยืนยันว่าเป้าหมายแรกเริ่มไม่ใช่ฝึกเพื่อแข่งขัน แต่ฝึกเพื่อให้หุ่นกลับมาดีเหมือนเดิมเท่านั้น แต่ไปๆ มาๆ หลังฝึกหนักนาน 14 เดือน เธอก็พร้อมสำหรับความท้าทายครั้งใหม่
ทาออร์มิน่ากลายเป็นหนึ่งในตัวแทนทีมชาติสหรัฐร่วมแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ 2000 ที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ซึ่งมีการชิงชัยเหรียญทองไตรกีฬาเป็นครั้งแรก เธอจบการแข่งขันครั้งนั้นในอันดับ 6 ส่วนในเอเธนส์เกมส์อีก 4 ปีต่อมา ทาออร์มิน่าได้เพียงอันดับ 23 เนื่องจากมีปัญหาตะคริวที่ขาระหว่างแข่งขันจักรยาน
ช่วงรอยต่อระหว่างโอลิมปิคเกมส์ 2 ครั้งดังกล่าว นักกีฬาสาวยอดอึดต้องเผชิญกับปัญหาส่วนตัวไปด้วย เมื่อเธอต้องสูญเสียพี่สาวที่รัก ขณะเดียวกันก็โดนคุกคามโดยแฟนโรคจิต (stalker) ในปี 2002 ทั้งโทรศัพท์มาก่อกวนและบางครั้งร้ายแรงถึงขั้นขู่ทำร้าย
ช่วงนั้นทาออร์มิน่าฝึกซ้อมและแข่งขันด้วยจิตใจที่ไม่ปกตินัก เธอต้องย้ายออกจากบ้านเพื่อหนีคนโรคจิตที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา บางครั้งขณะขี่จักรยานระหว่างแข่งขัน เธอก็อดกลั้นใจด้วยความหวาดหวั่นไม่ได้ว่าคนที่ขับรถผ่านไปเมื่อครู่อาจจะเป็นเขาคนนั้นที่ตามรังควาญเธอไม่เลิกราก็ได้
กระทั่ง 1 ปีต่อมา หลังจากต้องใช้ชีวิตภายใต้การอารักขาของตำรวจ และต้องไปขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์เพื่อบำบัดอาการหวาดระแวง แฟนโรคจิตของทาออร์มิน่าก็ถูกจับและจำคุก 5 ปี (เพิ่งถูกปล่อยตัวเมื่อเดือนมกราคมปีนี้) ในที่สุด
หลังเอเธนส์เกมส์ปิดฉากลงพร้อมๆ กับการคาดหมายของใครต่อใครว่าคงจะเป็นโอลิมปิคเกมส์ครั้งสุดท้ายของทาออร์มิน่า ...นักกีฬาสาวชาวอเมริกันก็คิดที่จะ เริ่มต้น ใหม่อีกครั้ง!
ปี 2005 ทาออร์มิน่าหันมาเล่นปัญจกีฬาสมัยใหม่ แต่หาทุนสนับสนุนการฝึกซ้อมไม่ได้ จนบางครั้งก็ทำให้เจ้าตัวท้อต้องนอนร้องไห้คนเดียวอยู่บ่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่ง อดีตโค้ชไตรกีฬาจึงถามความตั้งใจของเธอว่าจะจริงจังกับมันขนาดไหน ถ้าไม่มีทุนก็ใช้ ทุน ที่ตัวเองมีเลยก็ได้
ตอนนั้นเองที่ทาออร์มิน่าตัดสินใจขายบ้าน และเดินทางไปยังศูนย์ฝึกกีฬาโอลิมปิคของสหรัฐอเมริกาที่โคโลราโด 1 ปีเต็ม ก่อนจะย้ายกลับไปยังมิชิแกน บ้านเกิด
สำหรับปัญจกีฬาสมัยใหม่ที่เธอเลือกเล่นเป็นอย่างสุดท้ายในชีวิตนี้คือการแข่งขันกีฬาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึง 5 ชนิด นั่นคือ ยิงปืน ฟันดาบ ว่ายน้ำ วิ่ง และขี่ม้า ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าปัญหาใหญ่สุดคือการฟันดาบและการเอาชนะความกลัวบนหลังม้าให้ได้
แต่ทาออร์มิน่าพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสิ่งที่เธอเรียกว่า ปฏิบัติการเล็กๆ ในการจารึกชื่อบนหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครั้งนี้
ถ้าได้เจอกันจริงๆ คุณจะรู้สึกเลยค่ะว่าฉันคือคนที่ขาดความมั่นใจมากที่สุดในโลก แต่เพราะไม่มั่นใจนี่แหละ ฉันเลยต้องพยายามให้มากเข้าไว้ อะไรที่อ่อน อะไรที่ขาด ก็เปลี่ยนให้มันเป็นความแข็งแกร่ง พัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเดิมให้ได้ เพราะตอนที่เก่งขึ้นมา มันช่วยเตือนใจว่าฉันได้พยายามมากกว่าคนอื่นๆ แล้ว
และนี่คือ เคล็ดลับ ง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ยึดเป็นหลักปฏิบัติได้ทั้งนั้น!
หน้า 30
ข้อมูลจาก มติชน
