คอลัมน์ พบแพทย์จุฬาโดย ร.ศ.นพ.วิรัช วิศวสุขมงคล
อาการปวดระดูเป็นอาการที่พบบ่อยในสตรีทั่วโลก เมื่อครบกำหนดทุกรอบเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกตัวออกเป็นระดู
โดยปกติผู้หญิงจะเสียเลือดระดูรอบละประมาณ 80 มิลลิลิตร หรือ 80 ซีซี
สาเหตุหลักของการปวดระดูมักจะมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า เอนโดเมทริโอซิส โรคนี้เกิดจากการพบเนื้อเยื่อชนิดเดียวกันกับเยื่อบุโพรงมดลูกในบริเวณอื่นๆ นอกโพรงมดลูก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะพบที่เยื่อบุช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกราน หลังตัวมดลูก และบริเวณรังไข่ นั่นหมายถึงว่าเวลาที่หญิงผู้นั้นมีระดู ในช่องท้องที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ก็จะลอกตัวออกเป็นระดูด้วย...แต่ไม่มีช่องทางระบายออก
มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่าเหตุใดจึงพบเยื่อบุโพรงมดลูกบริเวณอุ้งเชิงกราน ทฤษฎีที่มีผู้อธิบายและเชื่อถือมากที่สุดคือทฤษฎีของแซมสัน โดยทฤษฎีนี้กล่าวถึงการไหลย้อนของเลือดระดูที่ประกอบด้วยเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ด้วย ไหลผ่านหลอดมดลูกบริเวณปีกมดลูกลงไปในช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกราน เซลล์เหล่านั้นที่ไม่ถูกทำลายโดยกระบวนการปกติของผู้หญิงบางคน จะสามารถเจริญตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศและฝังตัวในเยื่อบุช่องท้อง เลือด และสารเคมีบางชนิดที่เกิดจากการลอกสลายของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจก่อให้เกิดการละคายเคืองต่อปลายเส้นประสาท ซึ่งพบอยู่มากบริเวณด้านหลังระหว่างคอมดลูกและทวารหนักจึงทำให้เกิดการปวดระดู
ถ้าเป็นที่รังไข่เลือดที่เกิดจากการลอกสลายของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่จะค่อยๆ สะสมในทุกรอบเดือนจนกลายเป็นเลือดข้นๆ เหมือนช็อกโกแลต ซึ่งอาจมีขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร จนถึงขนาด 10 เซนติเมตรหรือใหญ่กว่าได้ ถุงน้ำทางการแพทย์เรียกว่า ซีสต์
ดังนั้น ช็อกโกแลต ซีสต์ คือถุงน้ำที่มีของเหลวภายในลักษณะเหมือนน้ำช็อกโกแลตเหลว ขนาดของถุงน้ำอาจไม่สัมพันธ์กับการปวดระดู หมายความว่าถุงน้ำขนาดเล็กอาจปวดระดูได้มากในขณะที่ผู้หญิงบางคนที่มีถุงน้ำขนาดใหญ่อาจไม่มีอาการปวดเลย
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
