เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดประชุมวิชาการ บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 7 ที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ซึ่งในเวทีนี้ นพ.เสรี หงษ์หยก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ประกาศข่าวดีว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 15 ประเทศแรกทั่วโลก ที่กองทุนบลูมเบิร์ก ร่วมกับ บิลเกตต์ สนับสนุนงบประมาณจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้ศึกษาและพัฒนามาตรการควบคุมการสูบบุหรี่ภายใต้โครงการ TOWARDS 100% SMOKE FREE ENVIRONMENTนพ.เสรีเปิดเผยว่า กองทุนบลูมเบิร์กเป็นการให้ทุนฟรีโดยไม่มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน สาเหตุที่ประเทศไทยได้รับคัดเลือกเพราะเป็นประเทศที่มีมาตรการการควบคุมการบริโภคยาสูบที่เข้มแข็งที่สุด โดยเป็น 1 ใน 2 ประเทศแรกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอีกประเทศคือ บราซิล และขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างข้อตกลงร่วมกัน คาดว่าจะสามารถลงนามและเริ่มดำเนินโครงการได้ภายใน 2-3 เดือนนี้
สำหรับการดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ นพ.เสรีกล่าวว่า สธ.มีเป้าหมายในการทำงาน 3 ด้าน คือ 1.การส่งเสริมสมรรถภาพของการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะ ความรู้ ความสามารถในการดำเนินการควบคุม ป้องกันบุหรี่ได้อย่างเข้มงวด เช่น ฝึกอบรมเจ้าพนักงานสาธารณสุขให้มีความรู้ ความเข้าใจในอำนาจ หน้าที่ตามกฎหมาย 2.การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้สังคม ประชาชน ให้รู้เท่าทันถึงโทษภัยของบุหรี่ ให้ความรู้แก่เยาวชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของอุตสาหกรรมยาสูบ และ 3.การเพิ่มศักยภาพของกฎหมายให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
นพ.เสรีกล่าวอีกว่า กรมควบคุมโรคจะตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมา 1 ชุด ดำเนินการศึกษาช่องโหว่ของกฎหมายทุกฉบับที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เป้าหมายคือ ปรับ แก้ไข หรือพัฒนากฎหมาย มาตรการต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้หน่วยงานที่จะร่วมศึกษาเบื้องต้นมี 5 แห่ง คือ ศจย., สำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ กรมควบคุมโรค, มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำหรับโครงการศึกษานี้มีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี และผลการศึกษาที่ได้จะเป็นของประเทศไทยเท่านั้น
นอกจากนี้ นพ.ชัย กฤติยาภิชาติกุล สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า กองทุนบลูมเบิร์ก ยังได้สนับสนุนงบประมาณประเทศไทย ผ่านองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ในโครงการรณรงค์การควบคุมการบริโภคยาสูบ จำนวน 375 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี ซึ่งโครงการนี้ไทยได้รับทุนต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 จากครั้งแรกที่เคยสนับสนุนให้ จำนวน 125 ล้านบาท และกำลังจะสิ้นสุดโครงการในเร็วๆ นี้ แต่มีเงื่อนไขว่าการเบิกจ่ายเม็ดเงินก้อนนี้จะต้องให้เครือข่าย หรือหน่วยงานต่างๆ เขียนโครงการ มีรายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ เสนอของบประมาณการสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์ในระดับท้องถิ่น ร่วมกันหลายๆ เครือข่าย เพื่อให้เป็นโครงการขนาดใหญ่
วันเดียวกัน นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เตรียมนำกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 มาตรา 10 พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 มาควบคุมการนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ เพราะขณะนี้กำลังแพร่หลายในกลุ่มนักสูบ แต่พบว่ามีสารนิโคตินสูงกว่าบุหรี่ธรรมดาถึง 10 เท่า ทั้งนี้เบื้องต้นบุหรี่ชนิดดังกล่าวถือว่าทำผิดฐานเป็นสินค้าเลียนแบบบุหรี่ นอกจากนี้ จะกำหนดให้ผลิตภัณฑ์นี้เป็นยาใหม่ การนำเข้าต้องขออนุญาต มีการควบคุมอย่างเคร่งครัดด้วย
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
