เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการลงทุนด้านสุขภาพ จำนวน 39,717.86 ล้านบาท แยกเป็น แผนงานพัฒนาระบบบริหารสาธารณสุข 24,444.75 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการขยายเครือข่ายและเสริมศักยภาพหน่วยบริการสุขภาพใกล้บ้านให้ทันสมัย ได้มาตรฐาน 2.โครงการพัฒนาบริการตติยภูมิ ศูนย์โรคหัวใจศูนย์โรคมะเร็ง และเครือข่ายการบาดเจ็บแห่งชาติ 3.โครงการพัฒนาระบบบริการทุติยภูมิ แผนงานพัฒนาแพทย์/บุคลากรสาธารณสุข 11,525.53 ล้านบาท ได้แก่ โครงการผลิตและพัฒนาศักยแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขนอกจากนี้ ยังมีแผนงานลดปัจจัยเสี่ยงและคุ้มครองผู้บริโภค 1,915.68 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการเสริมสร้างมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงและปรับพฤติกรรมสุขภาพเพื่อสร้างวิถีชีวิตไทย 2.โครงการพัฒนาศักยภาพการคุ้มคอรงผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ 3.โครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาพจิต และ REGIONAL REFERRAL MENTAL CENTER แผนงานพัฒนาข้อมูลและองค์ความรู้ 1,831.90 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการปฎิรูประบบข้อมูลสุขภาพภาครัฐกระทรวงสาธารณสุข 2.โครงการก่อสร้างหอประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์แพทย์และสาธารณสุขไทยเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทั้งหมดนี้จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้านี้ พล.ต.ท.วิเชียรโชติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแผนการลงทุนด้านสุขภาพ เป็น 1 ในแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) ของรัฐบาล ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ซึ่งในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ รัฐบาลมีโครงการที่จะจัดประชุมโดยเชิญสถาบันการเงิน ทูต และนักธุรกิจจากประเทศต่างๆ มาชี้แจงให้รับทราบข้อมูลทั้งหมด
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีนโยบายจะผลักดันเรื่องสุขภาพของคนไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี คือตั้งแต่ 2552-2555 ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็คต์ของรัฐบาล ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สธ. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน เบื้องต้นจะมีการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขทั้งระบบ เช่น ปัญหาขาดแคลนแพทย์ อุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของโรงพยาบาลต่างๆ ขณะเดียวกันจะส่งเสริมเรื่องสุขภาพของประชาชนด้วย โดยจะสอดแทรกความรู้ด้านสาธารณสุขบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนด้วย
หน้า 5
ข้อมูลจาก มติชน
