เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ดร.ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า สนช.มีแนวคิดผลักดันยุทธศาสตร์นวัตกรรมของประเทศในระยะเวลา 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการให้บริการจัดการนวัตกรรมในระดับภูมิภาคเอเชีย เน้นด้านการเกษตรเป็นหลัก (Agri-Solution Provider) เนื่องจากไทยมีจุดเด่นด้านทรัพยากรการเกษตร พร้อมทั้งฐานข้อมูลด้านการวิจัยที่เข้มแข็ง สำหรับรูปแบบการนำนวัตกรรมพัฒนาประเทศ แบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ 1.การก่อสร้างรากฐานนวัตกรรมด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และยางพารา ซึ่งระยะแรกรัฐบาลต้องสนับสนุนให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มมูลค่า หรือการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้แปลกใหม่ดร.ศุภชัยกล่าวว่า 2.การจัดสรรนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยการให้ข้อมูลการพัฒนาผลผลิตด้านการเกษตรให้เหมาะสมเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลผลิตด้านนวัตกรรม และ 3.นำองค์ความรู้ที่มีสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเปิดบริการข้อมูลด้านการจัดการนวัตกรรมการเกษตรให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า
ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขานุการมูลนิธิชีววิถี หรือ BioThai กล่าวว่า เห็นด้วยกับการพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนวัตกรรมช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้แก่ประเทศไทย แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำองค์ความรู้ที่ไทยพัฒนาไปขายให้กับต่างชาติ เพราะเปรียบเหมือนกับขายสิทธิบัตรที่คนไทยเป็นผู้คิดค้น แต่ควรนำความรู้ ทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศมากกว่ารายได้
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯเปิดตัวเครื่องสำอางจากสมุนไพร โดยร่วมมือกับบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ แต่ใครจะรู้บ้างว่าเราได้ขายสิทธิบัตรให้พวกบริษัทต่างชาติหรือไม่ เพราะประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับเทียบไม่ได้กับผลประโยชน์ที่บริษัทต่างชาติโกยไปอย่างมหาศาล นายวิฑูรย์กล่าว (กรอบบ่าย)
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
