คอลัมน์ โครงร่างตำนานคนโดย การ์ตอง
งานสวดพระอภิธรรมนางบุญเรือน เผ่าจินดา มารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 บรรดาญาติมิตรและผู้เคารพนับถือเนืองแน่นศาลาวัดโสมนัสวิหาร เป็นปกติของงานที่เจ้าภาพเป็นผู้หลักผู้ใหญ่
เพียงแต่งานนี้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาร่วมงาน และทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นคาดเดาว่าเป็นความตั้งใจที่จะมาพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งมาร่วมงานอยู่ก่อน
ภาพที่ พ.ต.ท.ทักษิณรี่เข้าไปพนมมือไหว้ตลอดเวลาที่พูดกับ พล.อ.เปรม เช่นเดียวกับที่ พล.อ.เปรมกล่าวตอบสองสามคำ แม้ไม่ได้ยินเสียงว่าพูดอะไรบ้าง แต่พอคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นการที่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวแสดงความเคารพ และชี้แจงหากจะมีอะไรที่เป็นความเข้าใจผิด ส่วนที่ พล.อ.เปรมจะเข้าใจอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณอยากจะให้เข้าใจหรือไม่ คำตอบนั้นมีผู้ได้ยินอยู่เพียงสองคน คือตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.อนุพงษ์ซึ่งเป็นเจ้าภาพ
แม้ว่าทุกคนจะปิดปากเงียบ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถาม พล.อ.อนุพงษ์ว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบอย่างยิ้มแย้มอารมณ์ดีว่า ช่วยกัน ช่วยกัน ทำให้การตีความเกิดขึ้นทันที
ความหมายของวันประวัติศาสตร์นั้น เคยมีคำถามในวงสนทนาในระดับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองจะเกิดความรุนแรงหลายครั้ง ว่าหากจะให้ปัญหาของประเทศยุติลงจะทำอย่างไร โจทย์ที่จะต้องแก้อยู่ตรงไหน
ทุกครั้งที่มีคำถามนี้ คำตอบจะเป็น ทำให้ พล.อ.เปรม ยอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าพบเพื่อทำความเข้าใจ
เหมือนนั่นเป็นทางออกเดียว เพราะเรื่องราวที่แพร่สะพัดออกไปว่า พล.อ.เปรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณขัดแย้งกันนั้น ก่อให้เกิดกระบวนการปล่อยข่าวลือ และสร้างข่าวจริงสารพัด เพื่อสร้างความขัดแย้งให้กับคนในชาติ จนกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่อเค้าว่าอาจจะถึงจุดที่คนไทยจะใช้กำลังเข้าหํ้าหั่นกัน อันเป็นที่มาของความเป็นห่วงของผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีผลประโยชน์จากการเมือง
เพียงแต่ทางออกเดียวนั้นกลับทำให้เกิดขึ้นอย่างยากเย็นยิ่ง
ใครจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสได้พบกับ พล.อ.เปรม
หลายคนพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้น
แต่แล้วไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ในงานวันสวดพระอภิธรรมมารดา พล.อ.อนุพงษ์ โอกาสนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว แม้จะเป็นการเริ่มต้นแต่ก็ทำให้ผู้ที่พยายามยิ้มได้ เพราะน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี
คำว่า ช่วยกัน ช่วยกัน ในสีหน้ายิ้มแย้มของ พล.อ.อนุพงษ์นั้น ไม่ว่าจะมีความหมายว่า ช่วยอะไร แต่ก็ทำให้ผู้ที่พยายามหาทางออกให้ประเทศยิ้มได้ อย่างน้อยก็ได้ทดลองแล้วว่า วิธีการที่เชื่อว่าจะได้ผลที่สุดที่จะเยียวยาความขัดแย้งของคนในชาติ เมื่อได้ทำแล้วได้ผลอย่างที่เชื่อถือไม่
หากได้ผลก็ถือว่าบุญวาสนาของประเทศของประชาชนไทยยังมีอยู่ ไม่ต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายจนเกินไป
แต่หากไม่ได้ผลผู้ที่เป็นห่วงเป็นใยความเป็นไปของประเทศ และความเดือดร้อนของประชาชน คงต้องพยายามกันต่อไป
เหมือนอย่างที่ พล.อ.อนุพงษ์บอกคือ ช่วยกัน ช่วยกัน
หน้า 4
ข้อมูลจาก มติชน
