"หมอรามาฯ"ออกโรงแถลง"ตัดอัณฑะใช่ว่าหมดความเป็นชาย อันตรายทั้งกายและจิต.." เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมที่รุนแรงกว่าผู้หญิงทั่วไปหลายเท่า ย้ำตัดอัณฑะในเด็กเพื่อการแปลงเพศอย่างถาวรวงการแพทย์ทั่วโลกไม่ยอมรับ ผิดจริยธรรมทางการแพทย์อย่างรุนแรงตัดอัณฑะ
ที่
รพ.รามาธิบดี
เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ศ.นพ.
วชิร คชการ
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ในฐานะเลขาธิการสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงข่าวเรื่อง
ตัดอัณฑะ
ใช่ว่าหมดความเป็นชาย อันตรายทั้งกายและจิต... ว่า หลังจากเกิดกระแสข่าวตัดอัณฑะในเด็กชายทำให้เกิดคำถามมากมายว่าเหมาะสมหรือไม่ ขอเรียนว่า การผ่าตัดลูกอัณฑะในเด็กเพื่อการ
แปลงเพศ
อย่างถาวร ถือเป็นการรักษาที่วงการแพทย์ทั่วโลกไม่ยอมรับ และเป็นการผิดจริยธรรมทางการแพทย์อย่างรุนแรง ทั้งนี้ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการร่างข้อบังคับแพทยสภาด้วยหลักเกณฑ์การแปลงเพศ ที่แพทยสภา ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการชุดนี้ จะเสนอข้อมูลทางวิชาการที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการผ่าตัดลูกอัณฑะ และข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการหรือข้อกำหนดที่ชัดเจนเรื่องการอนุญาตผ่าตัดอัณฑะเพื่อการแปลงเพศ โดยต้องมีระบบการประเมินสภาพจิตใจ และร่างกายว่าสมควรรับการผ่าตัดหรือไม่ รวมทั้งในต่างประเทศต้องได้รับการพิจารณาจากศาลครอบครัวเพื่อชี้ขาดเรื่องนี้ด้วย
ผมเห็นว่า ผู้ที่จะผ่าตัดแปลงเพศควรบรรลุนิติภาวะแล้ว และก่อนผ่าตัดจะต้องลองใช้ยาฮอร์โมน และใช้ชีวิตเป็นผู้หญิง อย่างน้อย 2 ปี ว่ามีความต้องการอย่างนั้นจริงหรือไม่ เพราะผ่าแล้วผ่าเลยไม่สามารถเอากลับคืนมาได้
นพ.วชิร กล่าวและว่า ผลกระทบของการตัดอัณฑะเป็นเรื่องน่ากลัวมาก เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมที่รุนแรงกว่าผู้หญิงทั่วไปหลายเท่า เนื่องจากเชื้อจะแพร่กระจายรวดเร็วกว่า แต่หากพิจารณาแล้วการตัดอัณฑะก็ลดอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากเช่นกัน เนื่องจากข้อมูลสมัยโบราณไม่เคยพบว่า ขันทีป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเลย แต่มะเร็งต่อมลูกหมากก็ไม่ได้น่ากลัวมาก เพราะสมัยนี้หากตรวจพบรวดเร็วก็รักษาได้แล้ว
ด้าน ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้สังคมได้ทราบข้อมูลที่แท้จริง ไม่ใช่ยึดเพียงกระแส โดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ขาดการทบทวนอย่างรอบคอบ ซึ่งหากตัดอัณฑะออกไปแล้วหากต้องการกลับเป็นเพศชายอีกครั้งจะไม่สามารถทำได้ ที่สำคัญการผ่าตัดอัณฑะจะทำให้ร่างกายขาดฮอร์โมนเพศชาย จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเพศหญิง หากรับฮอร์โมนเพศหญิงในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ปราศจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด ย่อมมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 5 เท่า ซึ่งในต่างประเทศตระหนักถึงอันตรายดังกล่าวและมีข้อกำหนดเป็นมาตรฐานว่า ห้ามมีการผ่าตัดลูกอัณฑะในคนอายุต่ำกว่า 18 ปี แม้แต่การให้ฮอร์โมนเพศหญิงและยาลดฮอร์โมนเพศชายจะไม่กระทำก่อนอายุ 16 ปี
ศ.นพ.พัฒน์ กล่าวต่อว่า ในต่างประเทศจะเคร่งครัดมาก แม้ว่าผู้ปกครองเด็กจะยินยอมก็ยังต้องผ่านการพิจารณาโดยศาลครอบครัวก่อน พร้อมทั้งต้องมีการประเมินความพร้อมทางด้านจิตใจ ครอบครัว สังคมโดยจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาก่อนที่จะตัดสินอนุญาตให้ผ่าตัดได้ การผ่าตัดลูกอัณฑะในเด็กตามที่เป็นข่าว ไม่ถือเป็นการแปลงเพศอย่างถูกต้อง เนื่องจากระบบการแปลงเพศมีหลายขั้นตอน คือ ก่อนตัดสินใจแปลงเพศเป็นหญิงอย่างถาวรจะต้องผ่านการประเมินทางจิตใจว่า สมควรรับการผ่าตัดหรือไม่ และหากผ่านการพิจารณาแพทย์จะให้ฮอร์โมนเพศหญิงร่วมกับยาลดฮอร์โมนเพศชาย เพื่อให้มีลักษณะทางเพศภายนอกเป็นหญิง และให้ทดลองดำเนินชีวิตในสังคมอย่างน้อย 2 ปี หากพึงพอใจและต้องการแปลงเพศจริงๆ จึงจะดำเนินการได้ ดังนั้น เด็กๆ ที่ทำการผ่าตัดอัณฑะจึงไม่ใช่การผ่าตัดแปลงเพศ และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วย
ด้าน ผศ.นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ กล่าวว่า เด็กอายุ 13-14 ปียังมีความคิดที่ไม่ลงตัว มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์มาก การตัดสินใจบางอย่างรวดเร็วเกินไป ขาดความยับยั้งชั่งใจ จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหากตัดอัณฑะไปแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับอายุที่มีวุฒิภาวะในการคิดเพียงพอยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า สมควรที่อายุเท่าไหร่ ในต่างประเทศประมาณ 18-20 ปีขึ้นไป เพราะในแง่จิตวิทยาวัยรุ่นตอนต้นมีความสับสนทางเพศได้ และยังหาเอกลักษณ์ของตนเองอยู่ แต่จะลงตัวก็ต่อเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลายไปแล้ว.
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
