แพทยสภาระบุซื้อขายไข่-อสุจิทำเด็กหลอดแก้วผิดจริยธรรม ไม่ผิดหากสมัครใจบริจาค เตือนสาวที่คิดขายระวังอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนจากยากระตุ้น-มีลูกยาก เผยรพ.เอกชนใช้เงินหลักหมื่นจูงใจสาวเจริญพันธุ์บริจาค หมอประเวศ'แนะโรงเรียนแพทย์ ต้องสอนให้ทันยุคเทคโนโลยีครอบงำศ.นพ.อร่าม โรจนสกุล ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี
ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม ถึงปัญหากลุ่มผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ อาทิ นักศึกษา ผู้หญิงวัยทำงาน ให้ความสนใจบริจาคไข่ เพื่อนำไปทำเด็กหลอดแก้วให้กับคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยาก เพราะมีค่าตอบแทนการบริจาคไข่อยู่ในหลักหมื่นบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงพยาบาลเอกชนดำเนินการรับบริจาคไข่ในเชิงพาณิชย์ ว่า ปัจจุบันบางประเทศมีกฎหมายที่อนุญาตให้สามารถซื้อขายไข่ของผู้หญิง และเชื้ออสุจิของผู้ชาย เพื่อทำเด็กหลอดแก้วตอบสนองความต้องการของหญิงหรือชายที่มีบุตรยาก เช่น บางรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการซื้อขายอย่างเสรี โดยการซื้อขายไข่ของผู้หญิงประมาณใบละ 1,000 เหรียญสหรัฐ
ศ.นพ.อร่ามกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การซื้อขายไข่หรือเชื้ออสุจิยังเป็นข้อห้ามของแพทยสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีการลักลอบซื้อขาย อย่างไรก็ตาม รพ.รามาธิบดี มีข้อห้ามเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยที่ผ่านมามีการทำเด็กหลอดแก้วเพียง 100-200 รายต่อปี ซึ่งมีเพียง 1-2 รายเท่านั้นที่ได้ไข่จากการบริจาคของญาติสนิทในแต่ละครอบครัว ไม่มีการซื้อขายใดๆ
'การบริจาคไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้วนั้น แพทย์จะให้ดมยาสลบ และให้ยากระตุ้นรังไข่ เพื่อเพิ่มจำนวนไข่ให้เหมาะสมกับการทำเด็กหลอดแก้ว โดยแพทย์จะคัดเลือกไข่ที่มีคุณภาพมากที่สุดก่อนนำไปผสมกับเชื้ออสุจิ วิธีดังกล่าวไม่ส่งผลอันตรายต่อร่างกายใดๆ โดยหญิงที่ถูกนำไข่ไปใช้ยังคงมีประจำเดือนอย่างสม่ำเสมอ และไม่หมดเร็วกว่าปกติ แต่จะรู้สึกเจ็บหลังการทำและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยากระตุ้นไข่ อาทิ เกิดน้ำในช่องท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ แต่เกิดไม่เกินร้อยละ 1' ศ.นพ.อร่ามกล่าว และว่า การทำแต่ละครั้งจะได้ไข่ประมาณ 7-10 ฟอง หากตีเป็นเงินจะสูงมาก
ด้าน
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา
กล่าวว่า การซื้อขายไข่ของผู้หญิงเพื่อทำเด็กหลอดแก้วเป็นเรื่องผิดจริยธรรมตามหลักแพทยสภา เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีข้อห้ามซื้อขายอวัยวะต่างๆ หากเป็นการบริจาคด้วยความสมัครใจถือว่าไม่ผิด แต่หากมีกฎหมายในการห้ามซื้อขายเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยป้องกันกรณีดังกล่าวได้ เบื้องต้นแพทยสภายังไม่ได้รับการร้องเรียนใดๆ แต่หากทราบว่า สถานพยาบาลใดลักลอบทำเรื่องนี้จะต้องมีการตั้งคณะทำงานตรวจสอบต่อไป
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส
กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะแก้ไขโดยการฝึกอบรมแพทย์สาขาเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องทำแบบองค์รวม โดยมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนแพทย์ต้องเป็นตัวหลักในการดำเนินการคือ ควรดึงงบประมาณร้อยละ 5 จากการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยี มาศึกษาประเด็นที่เรียกว่า ELSI ประกอบด้วย Ethical=จริยธรรม Legal=ข้อกฎหมาย และ Social Implications=ผลกระทบทางสังคม
'ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานหรือโรงเรียนแพทย์ใดทำเรื่องนี้ ขณะที่ต่างประเทศมีการศึกษาเรื่องนี้แล้ว เช่น สหรัฐ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรดำเนินการเรื่องนี้ โรงเรียนแพทย์ควรเป็นผู้ริเริ่มศึกษา เพราะวิธีการสอนหรือการอบรมนักศึกษาแพทย์ในอดีตไม่สามารถนำมาใช้ในยุคที่เทคโนโลยีเข้าครอบงำได้อีกต่อไป' ศ.นพ.ประเวศกล่าว
นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์(มสส.)
กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมทางการแพทย์เท่านั้น แต่เป็นจริยธรรมของสังคม ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม ยังไม่ฟันธงว่าใครผิดจริยธรรมและผิดด้านใด จึงเสนอให้จัดเวทีสาธารณะถกเถียงในประเด็นดังกล่าว เพื่อความชัดเจน
ขณะที่
น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)
กล่าวว่า การบริจาคไข่ของผู้หญิงนั้นไม่ว่าจะทำด้วยวิธีใดก็มีความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียงต่อร่างกายแน่นอน หากเกิดแผลที่ท่อนำรังไข่ขึ้นมา จะส่งผลให้ผู้บริจาคไข่มีความเสี่ยงที่จะมีลูกยาก
'การบริจาคไข่ แพทย์ที่ทำการดูดไข่ออกไปนั้น ต้องอธิบายขั้นตอนการรักษาให้กับผู้บริจาคอย่างละเอียด และเป็นไปได้ยากมาก หากจะรอดูดไข่ในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือน และจะได้เพียงครั้งละ 1-2 ใบ ซึ่งจะไม่คุ้มเลยหากนำไปผสมกับอสุจิของผู้ชายที่ติดต่อซื้อไข่ และมีความหวังน้อยต่อการที่จะได้ลูก จึงกลัวว่าแพทย์จะฉีดยาเพื่อเร่งให้มีการตกไข่หลายๆ ใบ ก่อนที่จะมีการบริจาคไข่ หากเป็นเช่นนี้จะถือว่าผิดจรรยาบรรณทางการแพทย์ และจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้บริจาคไข่ เพราะการฉีดยาเร่งให้ไข่ตกจะทำให้ร่างกายเกิดอาการบวมน้ำและมีอารมณ์ทางเพศสูง' น.ส.ณัฐยากล่าว
น.ส.ณัฐยากล่าวด้วยว่า การบริจาคไข่แม้จะสามารถจะทำได้ เพราะเป็นสิทธิส่วนตัว แต่อยากให้ผู้ที่ตัดสินใจจะบริจาคไข่ ควรตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนไปบริจาคไข่ เพราะปัจจุบันทางการแพทย์จะมุ่งแต่การรักษาในเชิงพาณิชย์มากขึ้น มุ่งแต่จะหาผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว ไม่รับผิดชอบเด็กที่จะเกิดขึ้นมา รวมทั้งอาจจะมีปัญหาสังคมตามมาเมื่อเด็กที่เกิดขึ้นมาจากไข่ของบุคคลอื่นแล้วไม่ถูกใจ พ่อแม่ที่แท้จริงก็จะเกิดปัญหาการทอดทิ้ง ไม่ดูแลเอาใจใส่ให้ดี และอยากฝากให้แพทยสภา องค์กรวิชาชีพแพทย์ ตามให้ทันกับปัญหาที่มาจากการแพทย์สมัยใหม่ ที่มาพร้อมกับระบบทุนนิยมในการหาผลประโยชน์กับผู้คนได้อย่างมากมาย
ข้อมูลจาก มติชน
