คอลัมน์ ส่องโรค ไขสุขภาพนพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้มีไขมันในเลือดสูงขึ้น และทำให้อ้วนได้ง่าย เนื่องจากในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 7 กิโลแคลอรี พลังงานส่วนเกินเหล่านี้จะไปสะสมในร่างกาย และมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นด้วย
ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องระมัดระวังงานเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งจากการรณรงค์วัดความดันโลหิตในประชาชนอายุ 35 ปี ขึ้นไปครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2550 พบผู้มีความดันโลหิตสูงมากถึง 2 ล้าน 4 แสนคน ในจำนวนนี้ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน 1 ล้าน 3 แสนคน หรือมีกว่าครึ่งที่ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง
นอกจากนี้คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ซึ่งมีอีกกว่า 8 ล้านคน ทั้ง 3 กลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากหลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป ร้อยละ 95 ของเหล้าที่ดื่มจะซึมเข้ากระแสเลือด โดยผ่านทางเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอย่างรวดเร็ว ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะไปขยายหลอดเลือดทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น เส้นเลือดจึงแตกง่าย เพิ่มโอกาสเสี่ยงหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง (STROKE) หรือที่เรียกกันว่า อัมพฤกษ์อัมพาต
นอกจากนี้ ฤทธิ์แอลกอฮอล์จะทำให้เม็ดเลือดเกาะกันเป็นก้อนเหนียว ทำให้การไหลเวียนเลือดหนืดขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย เกิดโรคหัวใจล้มเหลว การทำงานของไตล้มเหลว และเสียชีวิตได้
นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยในต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงจะมีโอกาสเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ 3-17 เท่า เบาหวานเพิ่มความเสี่ยง 3 เท่า การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยง 2 เท่า ไขมันในเลือดสูงเพิ่มความเสี่ยง 1.5 เท่า หากมีหลายโรคร่วมกันโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งจากสถิติปี 2549 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง 12,921 ราย ขณะที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร 10,421 ราย
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
