1.น้ำแข็งขั้วโลกละลายกระแสข่าวโลกร้อนมาแรงแซงโค้งข่าวอื่นใด ตั้งแต่กลางปีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐอเมริกา (นาซา) ออกแถลงการณ์การตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นตัวการหลักในการทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนในชั้นบรรยากาศโลกว่า ขณะนี้ถึงขั้นสูงสุดวัดได้ 383 ส่วนในล้านส่วน ยังไม่นับรวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ระหว่างการเดินทางถึงชั้นบรรยากาศ ทั้งนี้ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นาน 50-200 ปี
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกคาดการณ์กันว่าอีกไม่ถึง 3 ปี จะเกิน 400 ส่วนในล้านส่วนแน่นอน และเมื่อใดที่เกิน 450 ส่วนในล้านส่วน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นอัตราความเร็วของการละลายน้ำแข็งขั้วโลกก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ผลกระทบกับไทยคือ
- คลื่นน้ำเย็นที่ไหลมาจากหมู่เกาะนิโคบาร์เข้ามาในน่านทะเลไทย ทำให้อุณภูมิน้ำทะเลอันดามันลดลงเหลือ 15 องศาเซลเซียส จากปกติอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส กระแสคลื่นน้ำเย็น แม้จะเข้ามาเป็นช่วงๆ ครั้งละประมาณ 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แต่ผลเสียคือทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดต่ำลง เป็นสาเหตุให้ปะการังอ่อนและสัตว์น้ำช็อคตาย
-ระวัง !! อย่ามีลูก !! ดร.จิรพล สินธุนาวา นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนคู่สมรสว่าไม่ควรมีลูก เพราะอีก 5-7 ปีข้างหน้า เด็กอาจจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เพราะต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บจากเชื้อโรคทั้งชนิดเก่าและใหม่ที่แข็งแรงมากขึ้น
-ทะเลกรดเกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยิ่งมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ยิ่งมีส่วนเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเร็วขึ้น ในปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นนั้น ร้อยละ 48 ไม่ได้อยู่ในอากาศ แต่จะละลายลงไปในน้ำ และเกือบทั้งหมดอยู่ในน้ำทะเล ทำให้ค่าความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไป ทำให้วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตในทะเลเปลี่ยนไปด้วย
-หิ้งน้ำแข็ง คือ น้ำแข็งที่ตกลงมาจากยอดเขาบริเวณขั้วโลกใต้ลงสู่ทะเลรอบมหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งอุณหภูมิฤดูหนาวบริเวณขั้วโลกประมาณ -30 องศาเซลเซียสนั้น จะทำให้น้ำแข็งที่ตกลงมาไม่ละลาย แต่จะเกาะติดแน่นเป็นทางตามลาดไหล่เขาไปจนถึงบริเวณชายฝั่ง เมื่อถึงฤดูร้อนอุณหภูมิขั้วโลกจะลดเหลือประมาณ -10 องศาเซลเซียส เป็นเหตุให้หิ้งน้ำแข็งเหล่านั้นละลายมีปริมาตรหลายพันลูกบาศก์กิโลเมตร มากพอที่จะเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงกว่าเดิมถึง 64 นิ้ว หรือ 163 เซนติเมตร ในปี พ.ศ.2643
2.นิวเคลียร์ ค่าโง่ที่รัฐลืม
โครงการก่อสร้างศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ จ.นครนายก ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ที่ ปส.อาจจะต้องเสียค่าโง่กว่า 2,000 ล้านบาท เนื่องจากถูกบริษัท เจเนรัลอะตอมมิคส์ (จีเอ) ซึ่งรับเหมาดำเนินโครงการฟ้องเรียกค่าเสียหายด้วยเหตุว่า ปส.ทำผิดสัญญานั้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งรายงานผลการตรวจสอบให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ในฐานะที่กำกับดูแล ปส.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะมีมูลที่น่าเชื่อว่าเกิดจากการปฏิบัติราชการโดยมิชอบของข้าราชการบางคน แต่จนบัดนี้เป็นเวลากว่า 1 ปี ยังไม่สามารถหาตัวผู้รับผิดชอบได้
3.จับตา ธีออส
หลังจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ประกาศเปิดตัวดาวเทียมธีออส ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติดวงแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการระหว่างรัฐบาลไทยและฝรั่งเศส มีบริษัท เอียดส์ แอสเตรียม (EADS Astruim) ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 งบประมาณ 6,000 ล้านบาทเศษ กำหนดแล้วเสร็จและปล่อยขึ้นสู่อวกาศเดือนตุลาคม 2550 ที่ศูนย์อวกาศยาสนี ประเทศรัสเซีย สุดท้ายต้องเลื่อนกำหนดปล่อยดาวเทียมเป็นมกราคม 2551 ทั้งนี้ ปัญหาเกิดจากความไม่ลงตัวในการเจรจาความรับผิดชอบจัดเก็บเศษชิ้นส่วนดาวเทียมหลังปล่อยขึ้นสู่อวกาศ
แต่สิ่งที่ต้องจับตามองคือ เมื่อดาวเทียมธีออสขึ้นสู่อวกาศ ประเทศไทยจะมีความคุ้มค่าในแง่ใดบ้าง เบื้องต้นพบว่า ดาวเทียมดังกล่าวสามารถถ่ายภาพที่มีความละเอียดภาพขาวดำ 2 เมตร และความละเอียดภาพสีแค่ 15 เมตร ซึ่งหากมีเมฆหรือช่วงเวลากลางคืนก็ไม่สามารถถ่ายภาพได้ และหากเกิดภัยพิบัติ อาทิ น้ำท่วม ก็ไม่สามารถถ่ายภาพเพื่อแจ้งเตือนได้ทันท่วงที แบบนี้เรียกว่าคุ้มค่าหรือไม่ คงต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณาเอง
4.พ.ร.บ.เหล้า การต่อสู้ที่ยังไม่จบ
ลุ้นกันตัวโก่งกับ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.... เนื่องจากมีกระแสคัดค้านกันรุนแรง แต่นักวิชาการ ภาคีเครือข่าย ก็ไม่ย่อท้อร่วมกันผลักดันโดยล่า 13 ล้านรายชื่อ เพื่อให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่โค้งสุดกฎหมายฉบับนี้ก็เกือบจะตกวาระ ในที่สุด สนช.ต้องยอมตัดมาตราที่ว่าด้วยเรื่องการห้ามโฆษณาออก เพื่อให้กฎหมายผ่านสภา โดยให้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดเกณฑ์การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภายหลัง อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การควบคุมจะไม่ต่ำกว่ากฎหมายฉบับเดิม และยังมีการเพิ่มเติมรายละเอียด อาทิ การกำหนดอายุผู้ซื้อจาก 18 ปี เป็น 20 ปี และห้ามขายสุราให้แก่บุคคลที่อยู่ในอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ และเพิ่มวันห้ามขาย เช่น วันสำคัญทางศาลนา วันครอบครัว โดยเชื่อว่า กฎเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้น จะช่วยลดปัญหาที่เกิดจากน้ำเมาได้
5.ซีแอล ชัยชนะของคนไทย
ถือเป็นหนึ่งภารกิจที่สำคัญและเป็นผลงานชิ้นเอกของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่สามารถทำได้สำเร็จหลังจากที่มีความพยายามมาเกือบ 20 ปี แม้ว่าประเทศไทย ต้องเผชิญแรงกดดันจากบริษัทยาข้ามชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่เจตนารมณ์ที่ชัดเจน รวมถึงการทำงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส ทำให้ไทยสามารถประกาศซีแอลกับยาตัวแรก คือ ยาต้านไวรัสเอดส์ เอฟฟาไวเรนซ์ ต่อมาในเดือนมกราคมปี 2550 ก็ประกาศซีแอลยาอีก 2 ตัว คือ ยาต้านไวรัส คาเลตตร้า และยาสลายลิ่มเลือดหัวใจและหลอดเลือด พลาวิกซ์ และในช่วงต้นปี จะมีข่าวดีกับยารักษามะเร็ง 4 รายการ คือ ยารักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งทางเดินอาหาร อิมาทินิบ ยารักษามะเร็งปอดและมะเร็งเต้านม โดซีแทคเซล ยารักษามะเร็งปอด เออร์โลทินิบ และยารักษามะเร็งเต้านม เล็ทโทรโซล ซึ่งเป็นยาที่ติดสิทธิบัตรทั้งหมด ถือเป็นข่าวดีของผู้ป่วยที่ไร้โอกาส และภาวนาว่ารัฐบาลต่อไป จะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ไม่แพ้กัน
6.โรคระบาดปัญหาธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
โรคระบาด และ โรคติดต่อ ยังเป็นปัญหาใหญ่ ในรอบปีมีการจากรายงานจากการสอบสวนการเกิดโรคระบาดในประเทศ ทั้งสิ้น 495 กรณี มีรายงานผู้เสียชีวิต และป่วยจำนวนมาก ทำให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องเพิ่มมาตรการป้องกัน และรักษาให้เข้มงวด เช่น ไข้หวัดใหญ่ เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย ไข้เลือดออก ป่วย 60,625 ราย เสียชีวิต 83 ราย มาลาเรีย ป่วย 28,764 ราย เสียชีวิต 38 ราย อหิวาต์ ป่วย 927 ราย เสียชีวิต 7 ราย โรคบิด ป่วย 14,514 ราย โรค โรคมือ เท้า ปาก ป่วย 11,846 ราย และโรคไข้หวัดนก ขณะที่โรคระบาดใหม่ก็เป็นโรคที่น่ากังวล เช่น โรคลิซมาเนีย เป็นโรคในแถบตะวันออกกลางมีแมลงเป็นพาหะ ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างมากเพราะจากรายงานพบคนไทยติดเชื้อถึง 3 ราย แต่ยังไม่สามารถหาวงจรของการติดเชื้อของโรคในไทยได้ นอกจากนี้ ยังมีโรคติดต่อข้ามแดนที่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยนานแล้ว เช่น โปลิโอ วัณโรค
7.กองทุนสปส.บอร์ดฯ บริหารพลาด
ช่วงปี 2550 ถือได้ว่าเป็นย่างก้าวแห่งการทบทวนของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพราะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีกองทุนกว่า 4 แสนล้านบาท ผู้ประกันตนราว 9 ล้านคน แต่คณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคมกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะนอกจากไม่สามารถรักษาผลประโยชน์เพื่อผู้ประกันตนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ยังถูกครหาถึงเรื่องการทุจริต อาทิ การจัดซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักร เพื่อสร้างเป็นสำนักงานเขตและศูนย์ฝึกอบรม ที่ถูกยกเลิกโครงการ และโครงการติดตั้งระบบข้อมูลสารสนเทศแรงงาน มูลค่า 2.8 พันล้านบาท ที่มีการงุบงิบเซ็นสัญญากับภาคเอกชน และนำเงินร้อยละ 10 ของกองทุนไปดำเนินโครงการ แต่สุดท้ายคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า สปส.ไม่สามารถนำเงินไปใช้ในโครงการดังกล่าวได้ ล่าสุด เรื่องนี้ถูกส่งไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ
8.ไบโอดีเซลแคมเปญโลกร้อน
กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตื่นตัวลดโลกร้อน ในฐานะที่เป็นเมืองปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับ 7 ของโลก งานนี้ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ตกกระแสจัดแคมเปญลดโลกร้อนทุกวันที่ 9 ของเดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา 1 ในนั้นมีโครงการ Drop-off ในตลาดขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั่วกรุงเทพฯ ขอความร่วมมือให้ทุกบ้านเก็บน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วส่งไปให้บริษัท บางจาก ผลิตไบโอดีเซล สนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังกำหนดให้โรงเรียนสังกัด กทม. 436 แห่ง เป็นจุดรับซื้อน้ำมันใช้แล้วเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551
9.ฝังไมโครชิปสุนัข
หลังจากที่ กทม.เปิดให้บริการการฝังไมโครชิปสุนัขฟรี 50,000 ชิ้น ภายใน 3 เดือน ซึ่งดีเดย์ไปเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 5 มกราคมนี้ ปรากฏว่ายังมีไมโครชิปเหลืออีก 11,000 ชิ้น
ล่าสุด มีกระแสข่าวว่า สำนักอนามัย กทม.จะทำเรื่องขออนุมัติ นายพงศ์ศักติ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. ให้บริการฝังไมโครชิปที่เหลือจนกว่าจะหมด และจะขออนุมัติจัดซื้อเพิ่มเติมอีก 10,000 ชิ้น เพื่อให้บริการแก่ประชาชนต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ หากสุนัขในเขตกรุงเทพฯ ตัวใดยังไม่ได้รับการฝังไมโครชิปและจดทะเบียนตามข้อบัญญัติ กทม. เจ้าของสุนัขรายนั้นๆ จะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
10.คนกรุงได้ขนส่งมวลชน2ระบบ
ระบบขนส่งมวลชนเป็นปัญหาอันดับ 1 ของคนเมืองที่ยังแก้ไม่ตก แต่ในสมัยของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประกาศว่าจะเปิดให้บริการส่วนขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่วงสะพานตากสิน-ถนนตากสิน ระยะทาง 2.2 กม. 2 สถานี คือ สถานีกรุงธนบุรี และสถานีวงเวียนใหญ่ ขณะนี้เหลือเพียงงานระบบอาณัติสัญญาณและระบบรถไฟฟ้าที่อยู่ในกระบวนการจัดซื้อ และกำหนดเปิดให้บริการปลายปี 2551
นอกจากนี้ยังมี รถเมล์ด่วนบีอาร์ที สายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ซึ่งวิ่งในเกาะกลางระยะทาง 15 กิโลเมตร 12 สถานี หลังจากได้รับอนุมัติเส้นทางเดินรถจากรัฐบาลไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2550 ใช้ระยะเวลาสร้าง 18 เดือน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนกรกฎาคม 2551 คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการ 50,000 คน/วัน ใช้ระยะเวลาวิ่งตลอดเส้นทาง 28-35 นาทีเท่านั้น ล่าสุด กทม.กำลังเจรจาการส่งมอบรถบีอาร์ที จำนวน 45 คัน โดย 20 คันแรก จะส่งมอบภายใน 180 วัน เพื่อนำมาวิ่งทดสอบในเดือนเมษายนนี้
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
