ในรอบปีหมูดุ2550 เกิดเหตุการณ์ต่างๆมากมายในบ้านเราหลังรัฐประหาร รัฐขิงแก่เข้ามารับช่วงต่อรัฐบาลคิดเร็วทำเร็ว แต่งานด้านการศึกษา ด้านศาสนา ด้านวัฒนธรรม และด้านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งปมปัญหาที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่อในหลวงทรงห่วงภาษาไทย
เรื่องแรกที่ต้องกล่าวถึงในหลวงทรงห่วงภาษาไทย เนื่องในปี 2550 รัฐบาลประกาศให้เป็นปีส่งเสริมการใช้ภาษาไทยกระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่ดูแลความเป็นไทยทุกแขนงได้จับตาการใช้ภาษาไทยของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอย่างใกล้ชิด มีหัวหอก คุณหญิงไขศรีศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม และวีระโรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำโพลล์สำรวจพบเด็กไทยร้อยละ36 คลั่งชื่อฝรั่งเมินชื่อไทยพ่อแม่หมู่บ้านภาคอีสานตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฝรั่ง ทอม-แพท-ไมเคิลเกือบทั้งหมู่บ้าน แถมมีหมู่บ้าน-ร้านอาหาร-โรงแรมใช้ชื่อฝรั่งหวั่นต่อไปไม่มีใครใช้ภาษาไทย ส่วนภาษาถิ่นก็ใกล้สูญทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก เด็กวัยรุ่นอายที่จะพูด ส่วนเด็กแนว เด็กแว้น ชอบพูดภาษาไทยแบบ แอ๊บแบ๊ว นำภาษาไทยมาพูดเล่นล้อเลียนแบบไม่ชัด ล้อเล่นจนเป็นเรื่องตลก
สุดท้ายกลายเป็นภาษาพูดติดปากนำมาใช้ในชีวิตประจำวันแบบผิดๆเช่น ไปแล้ว เป็นไปหล้าว มันเหมือนภาษาไทยแบบอ้อนๆเหมือนเด็กพูดอ้อแอ้ๆ จนเป็นงานสัมมนาใหญ่ ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดเป็นห่วงเรื่องนี้ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่แก่นายนิตย์ พิบูลสงคราม รมว.การต่างประเทศและคณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย โดยทรงห่วงผู้ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศจะลืมความเป็นไทยและการใช้ภาษาไทยด้วย เรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรมได้รับสนองพระบรมราชโองการนำไปสู่แผนแม่บทแก้วิกฤติภาษาไทยต่อรัฐบาลต่อไป
ภิกษุสันดานกา
ภาพฉาวแห่งปี
ภาพวาดพระสงฆ์มีปากเป็นกามือใหญ่โตแย่งของจากบาตรพระ ถือเป็นภาพดังแห่งปีก็ว่าได้ เมื่ออยู่ๆ พระมหา ดร.โชว์ทัสสนีโย รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริหารสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) พร้อมด้วยพระนิสิตมจร. มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) และฆราวาสประมาณ100 รูป/คนพากันไปประท้วงที่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ขอให้ยุติการจัดแสดงภาพ ภิกษุสันดานกา ผลงานของนายอนุพงษ์จันทร ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทองประเภทจิตรกรรมในงานนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 เพราะเป็นการดูหมิ่นพระพุทธศาสนาทำลายชื่อเสียง ความศรัทธาของพระสงฆ์ การใช้จีวรในทางไม่เหมาะสม ไม่เคารพศาสนวัตถุที่ชาวพุทธเคารพนับถือ จีวรเป็นธงชัยของพระอรหันต์ใช้กับผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา บวชให้เฉพาะมนุษย์ไม่บวชให้สัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต หรืออสุรกาย
ฝ่ายผู้เรียกร้องบอกอีกว่าภาพดังกล่าวจัดได้ว่าเป็นภาพเสียดสี หมิ่นเหม่ต่อการดูหมิ่นเหยียดหยามพระภิกษุและพระพุทธศาสนาลงบนจีวร เป็นสิ่งที่ชาวพุทธไม่สบายใจและไม่อาจยอมรับได้ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการวาดรูปสัตว์นรกผสมผสานกับคน ตัวเป็นคนมีปากเป็นกา มุ่งให้เห็นเป็นเปรตและมีมือใหญ่โตแย่งของจากบาตรพระ เป็นการสื่อให้คนเข้าใจผิดว่าเปรตก็มีสิทธิห่มจีวรและใช้บาตร เป็นการบิดเบือนหลักคำสอนพระพุทธศาสนา สร้างความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนิกชนที่พบเห็น ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นักวิชาการ นักศิลปะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ สาดโคลน โยนความรับผิดชอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง เพราะต่างมีเหตุผลของตัวเอง ขณะที่นายอนุพงษ์ เจ้าของภาพ ออกมาบอกแต่เพียงว่า ภาพที่วาดออกมาเป็นการสะท้อนอีกด้านมุมหนึ่งของสังคมเท่านั้น
วิจิตร ขวัญใจครู 3 แสน !
ชื่อของศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ในรัฐบาลชุด ขิงแก่ เข้ามารับไม้ผลัดต่อจาก นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดูเหมือนว่าชื่อของ ศ.ดร.วิจิตร ต้องตาถูกใจคอการศึกษายิ่งนัก สังคมต่างวาดหวังเอาไว้ว่า ศ.ดร.วิจิตร ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการศึกษามากว่าครึ่งศตวรรษ เป็นคนวางโครงสร้างการศึกษาของชาติ น่าจะมี ไม้เด็ด มาช่วยพลิกฟื้นการศึกษาชาติได้ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ
ครานั้นนายจาตุรนต์ รับปากครู 3 แสนคน ที่ผ่านประเมินวิทยฐานะจะต้องได้รับเงินค่าตอบแทนเพิ่ม แต่กระแสทักษิณ...ออกไป ทุกอย่างจึงเป็นแค่ความฝัน แต่แรงกดดันทั้งหมดพุ่งตรงมาที่ ศ.ดร.วิจิตร จำต้องรับหน้าเสื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแทน !
ด้วยการเสนอของบประมาณ1.2 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 2551 สำหรับจ่ายเป็นค่าวิทยฐานะให้ครูที่ผ่านการประเมิน 3 แสนคน แต่จำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอจ่ายเงินวิทยฐานะให้ครูได้ตลอดปี อีกทั้งในปี 2551 จะมีครูเข้ารับการประเมินวิทยฐานะอีก1.3 แสนคน จึงขอแปรญัตติเพิ่มอีก 7,000 ล้านบาทแบ่ง 3,000 ล้านบาทเพื่อนำไปใช้หนี้ที่ยืมเงินจากกระทรวงการคลังมาจ่ายเงินวิทยฐานะ 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ2550 ตามที่รัฐบาลทักษิณเคยให้คำมั่นสัญญากับครู3 แสนคนเอาไว้ ส่วนที่เหลืออีก 4,000 ล้านบาทสำหรับจ่ายเงินวิทยฐานะให้ครู 3 แสนคน ได้ครบทุกเดือน และเผื่อให้ครูที่จะผ่านการประเมินเพิ่ม
ปรากฏว่าศ.ดร.วิจิตร สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ดี ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนสิ้นปี 2550 ศ.ดร.วิจิตร ยังยกเครื่องระบบประเมินวิทยฐานะครูจากเดิมที่ประเมินผลงานวิชาการที่เต็มไปด้วยกระดาษกองโต แต่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพของเด็ก เปลี่ยนเป็นประเมินผลงานของครูจากผลสัมฤทธิ์ของเด็กและสื่อการเรียนการสอนที่ครูสร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ระบบประเมินใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้วันที่ 10 มกราคม 2551
ล้มประชานิยมแม้ว
เสร็จสิ้นจากการแก้ไขปัญหาเงินวิทยฐานะครูศ.ดร.วิจิตร สั่งล้มทุกโครงการประชานิยมยุคทักษิณ โดยเฉพาะโครงการ ทุนหวย เริ่มจากการยกเลิกทุนเรียงความที่ให้เด็กนักเรียนแต่ละระดับเขียนเรียงความบอกเล่าความจำเป็นที่ต้องขอทุนเข้ามา ซึ่งเงินที่เอาไปให้ทุนการศึกษานั้นนำมาจากการขายสลาก 2 ตัวและ 3 ตัวเมื่อหวยบนดินถูกสั่งระงับ ทำให้แหล่งเงินทุนหมดไปด้วย
โอดอส หรือโครงการ1 อำเภอ1 ทุน ก็ถูกสั่งให้สังคายนาใหม่ แถมเปลี่ยนชื่อโครงการจาก 1 อำเภอ1 ทุน ไปเป็นทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และให้ก.พ.และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ไปศึกษาถึงความคุ้มค่าในการให้ทุนการศึกษาเรียนต่อในต่างประเทศเพราะปรากฏว่ามี เด็กโอดอส 113 คน เรียนไม่ไหวต้องเดินทางกลับประเทศ ครม.สั่งให้มีการทบทวนเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า
ขณะที่ศ.ดร.วิจิตร ออกปากด้วยว่า หากไม่คุ้มค่าก็พร้อมจะยกเลิกโครงการดังกล่าวในทันที เพราะเงินที่นำไปให้ทุนไม่ใช่เงินที่ได้จากการขายหวยบนดิน แต่เป็นเงินจากภาษีอากรของประชาชนคนไทยทุกคน
คอมพิวเตอร์ 2.5 แสนเครื่อง คาดว่าจะใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ถูกยกเลิกในทันทีที่ ศ.ดร.วิจิตร ศึกษาโครงการอภิมหาโปรเจกท์แล้วพบว่าอาจจะไม่คุ้มค่าในสภาวะบ้านเมืองกำลังข้าวยากหมากแพง อีกทั้งความฝันจะให้เด็กไทยมีคอมพิวเตอร์ใช้ในสัดส่วน 1:15 นั้นยังไกลความจริงด้วยสภาพของโรงเรียนทั่วประเทศอย่างน้อย 2 หมื่นแห่ง มีปัญหาเรื่องโทรศัพท์
โครงการจักรยานยืมเรียนและโครงการโรงเรียนในฝัน เป็น 2 โครงการที่ล้มไป เฉพาะโครงการโรงเรียนในฝัน ทำให้ผู้บริหารโรงเรียนหลายคนได้รับแรงกดดัน เครียดจัดถึงขั้นปลิดชีวิตหนีปัญหา เพราะไม่สามารถสานตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศไว้
ม.นอกระบบป่วน!
ทันทีที่ศ.ดร.วิจิตร เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาฯ ก็ประกาศเดินหน้าผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบท่ามกลางเสียงคัดค้านของคณาจารย์และนิสิต นักศึกษาหลายสถาบัน ด้วยเห็นว่าการมหาวิทยาลัยออกนอกระบบค่าเทอมพุ่งแน่ จากตัวอย่างมหาวิทยาลัยออกนอกระบบที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งยังเปิดช่องให้ผู้บริหารมีอิสระในการบริหารมากเกินไป เกรงว่าระบบตรวจสอบจะตาย อีกทั้งยังมีผลวิจัยรับรองว่าการออกนอกระบบและไม่ออกนอกระบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ทว่าในที่สุดสนช.เห็นชอบ 3 วาระรวด ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบถึง 7 ฉบับ ดังนี้ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (สจพ.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยนเรศวรขอถอนร่างนำกลับไปประชาพิจารณ์ใหม่ ส่วนมหาวิทยาลัยศิลปากรถูกตีตกก่อนเข้า ครม.ขิงแก่
เลิกแป๊ะเจี๊ยะ!
นอกจากศ.ดร.วิจิตร ผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว ยังผ่าตัดระบบอุปถัมภ์ในการรับเด็กเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) ถึงขั้นประกาศให้ปีการศึกษา 2550 ห้ามโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศรับเด็กฝากและห้ามรับแป๊ะเจี๊ยะ ในทางปฏิบัติทำให้โรงเรียนได้รับความเดือดร้อนไปตามๆ กัน ด้วยเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้แต่ละโรงเรียนนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริง แม้ ศ.ดร.วิจิตร จะเปิดช่องให้โรเงรียนรับเงินบริจาคได้แต่ต้องหลังจากรับเด็กเข้า ม.1 และ ม.4 สิ้นสุดลง ในที่สุดโรงเรียนต้องเลือกรับเด็กที่จ่ายเงินแลกกับที่นั่งเรียนเข้าชั้น ม.1 เกิดการร้องเรียนกันหอมปากหอมคอ กระนั้นแนวทางในการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2551 ยังคุมเข้มเรื่องเด็กฝากและห้ามรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมเร่งรัดให้ทุกโรงเรียนส่งแผนรับเด็กเข้า ม.1 เร็วกว่าทุกๆ ปี ตอบสนองความต้องการของโรงเรียนดีเด่นดังอยากเปิดสอบคัดเลือก 100% ปรากฏว่าเฉพาะพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร (สพท.กทม.) ใช้วิธีสอบคัดเลือก 100% รับเด็กเข้าเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนถึง 11 โรงเรียน ว่ากันว่าการเร่งรัดให้คลอดแผนรับเด็กเข้า ม.1 เพื่อป้องกันรัฐบาลใหม่มารื้อระบบรับเด็กเข้า ม.1 และเกรงกันว่านักการเมืองและพรรคการเมืองจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการรับเด็กมากขึ้น
อีสานนำลิ่ว!ความมั่นคงของมนุษย์
นับเป็นครั้งแรกที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้ความรับผิดชอบ สองพี่น้อง ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และ นพ.พลเดชปิ่นประทีป ให้มีการสำรวจความมั่นคงของมนุษย์ในประเทศไทย โดยยึดหลักมาตรฐานและตัวชี้วัดความมั่นคงของมนุษย์ใน 10 มิติคือ มิติที่อยู่อาศัย สุขภาพอนามัย การศึกษา การมีงานทำและรายได้ ความมั่นคงส่วนบุคคล ครอบครัว การสนับสนุนทางสังคม สังคม-วัฒนธรรมสิทธิและความเป็นธรรม และมิติการเมืองและธรรมาภิบาล ผลปรากฏว่าพี่น้องชาวอีสานมีความมั่นคงของมนุษย์สูงสุดนำลิ่ว กทม.และปริมณฑลต่ำสุดส่วนสมุทรสงครามสุดน่าอยู่ ปัตตานีสุดต่ำ สตูลน่าห่วงเรื่องการศึกษา ขณะที่ไทยมั่นคงสุดด้านสังคม-วัฒนธรรมแต่ด้อยด้านการเมืองและธรรมาภิบาล
0 ทีมข่าวการศึกษา 0
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
