ศธ.จับมือมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติพัฒนาโรงเรียนปลอดความรุนแรง รมช.ศธ.เผยความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีระหว่างนักเรียนกับครู ชี้สาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าวมาจากสื่อ ด้านหมอชูชัยเผยผลสำรวจนักเรียนร้อยละ 40 เคยถูกรังแกเดือนละ 2-3 ครั้ง เด็กไม่บอกปัญหา ขณะที่พ่อแม่ ครูไม่ช่วยเหลือ เหตุขาดทักษะ เตรียมนำร่องโรงเรียนปลอดความรุนแรง 5 แห่งเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2550 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ร่วมกันลงนามความร่วมมือการพัฒนาโรงเรียนปลอดความรุนแรง โดยมี รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมด้วย นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ กรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และผู้จัดการแผนงานสนับสนุน ส่งเสริม และคุ้มครองสุขภาพและสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว นพ.อารี วัลยะเสวี รองประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ นายบุรี แก้วเล็ก รองปลัดกระทรวง ศธ. นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิฯ และนายวินัย รอดจ่าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของศธ.ที่ผ่านมา ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ ได้มีนโยบายลดความรุนแรงในสถานศึกษา โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการมาดูแลและดำเนินงานการลดความรุนแรงในโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว และการลงนามในวันนี้นับว่าเป็นการตอกย้ำการดำเนินงานให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ตนมองว่าพฤติกรรมการรังแกกันนั้นแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ การออกแรงทุบตี ชกต่อย และการพูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญ ซึ่งพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในปัจจุบันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะนักเรียนกับนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นระหว่างนักเรียนกับครูด้วย เช่น หากนักเรียนไม่เข้าเรียน หรือไม่สนใจ ใส่ใจ ต่อการเรียนการสอน ก็ส่งผลให้ครูต้องใช้ความรุนแรงกับเด็กไม่ว่าจะเป็นด้านวาจา หรือการลงไม้ลงมือก็ตาม
รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวอีกว่า จากการสำรวจของสถาบันรามจิตติ พบว่าปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งสาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าวมาจากสื่อ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ที่มีฉากตบตี นุ่งสั้น พูดจาหยาบกระด้าง เป็นต้น หรือครอบครัวที่มีพ่อแม่ทะเลาะ ตบตีกันก็จะส่งผลให้เด็กเป็นเด็กก้าวร้าว และจำนำไปปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วย ตลอดจนโรงเรียนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งสิ้น ทั้งนี้ ทุกคนจะต้องใช้เหตุใช้ผลในการพูดคุยกับเด็ก และให้สิทธิเสรีภาพในการให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น หรือแสดงออกในสิ่งที่เป็นตัวตนของเขา รวมทั้งเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นด้วย ซึ่งหากเราทำได้เช่นนี้ จะทำให้ความรุนแรงต่างๆ ลดน้อยลงได้อย่างแน่นอน
ผมเชื่อเด็กทุกคนบนโลกนี้เป็นคนดีทุกคน แต่ต่างกันที่พฤติกรรมในการแสดงออกของแต่บุคคลเท่านั้น ที่จะทำให้รู้ว่าใครมีพฤติกรรมที่ดี หรือไม่ดี และพฤติกรรมที่ไม่ดีจะต้องได้รับการแก้ไข เพราะพฤติกรรมสามารถแก้ไขได้ ผมจึงอยากจะฝากให้คุณครูทุกคน แยกแยะระหว่างเด็ก กับพฤติกรรม แล้วก็มาช่วยกันแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กและเยาวชน ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนจะเป็นกำลังและมันสมองในการที่จะช่วยกันทำให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ปลอดความรุนแรงได้อย่างแน่นอน รมช.ศึกษาธิการกล่าว
นพ.ชูชัย กล่าวว่า จากผลสำรวจเรื่องการรังแกกันของนักเรียนพบว่านักเรียนร้อยละ 40 เคยถูกรังแกเดือนละ 2-3 ครั้ง ส่วนใหญ่ถูกเพื่อนล้อเลียน เยาะเย้ยชาติเผ่าพันธุ์ ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกขโมยเงิน และถูกบังคับขู่เข็ญ ตามลำดับ และนักเรียนส่วนใหญ่ระบุเมื่อถูกรังแกมักไม่ยอมบอกปัญหา ทั้งครูและผู้ปกครองก็ไม่ให้ความสนใจ หรือให้ความช่วยเหลือน้อย เพราะอาจขาดทักษะ
ทั้งนี้ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ หรือ สสส.จะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการที่จะพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนที่ปลอดจากความรุนแรง โดยจะเริ่มนำร่องในโรงเรียน 5 แห่ง ใน 5 จังหวัดทั่วประเทศได้แก่ 1.ร.ร.บางกะปิ กรุงเทพมหานคร 2.ร.ร.วัดเขมาภิรตาราม จ.นนทบุรี 3.ร.ร.วัฒนโนพายัพ จ.เชียงใหม่ 3.ร.ร.บ้านสวนอินทร์สวนมอญ จ.อุดรธานี และ 5.ร.ร.บ้านตะเคายนเภา จ.สงขลา โดยจะเน้นเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง และให้ครู โรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ครัวครัว ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในแนวราบแทนการทำงานในแนวดิ่ง ที่จะช่วยให้การทำงานและวิธีในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
