แก้วสรร ยันคดีซุกหุ้นภาค 2 ชินวัตร ถูกสอยยกครัว พ่อ-แม่ โดนอาญา ลูก เลี่ยงภาษีนายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวว่า การที่นายนพดล ปัทมะ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาตอบโต้คำแถลงคดีซุกหุ้นภาค 2 ที่ระบุว่า คตส.นำข้อมูลเก่ามานำเสนอใหม่นั้น ทั้งหมดไม่ใช่ เรื่องเก่าหรือใหม่ แต่เป็นเรื่องของการเปิดบัญชีในปี 2542 ถึงปี 2548
ขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำธุรกรรมในช่วงดังกล่าว ซึ่งอนุกรรมการต้องการสอบสวนว่าใครเป็นคนเซ็นทำธุรกรรมหุ้นแอมเพิลริช กับวินมาร์ค ทั้งสองบริษัท ซึ่งประเด็นนี้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องมาชี้แจง นายแก้วสรร กล่าว
นายแก้วสรร กล่าวด้วยว่า การเรียกเก็บภาษี นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ 4.7 พันล้านบาท จากการขายหุ้น ชินคอร์ป กับเรื่องคดีอาญาเป็นคนละเรื่องกัน
กรมสรรพากรไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาว่าใครที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่เรียกเก็บภาษีกับบุคคลที่มีชื่อเป็น เจ้าของหุ้น แต่เรื่องคดีอาญามีหน้าที่ต้องดูว่าใครเป็นคนทำผิด ใครเป็นคนชั่ว ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง ดังนั้นมติของ คตส.ไม่ใช่เรื่องซ้ำซ้อนและไม่มีความขัดแย้งระหว่าง คตส.กับกรมสรรพากร นายแก้วสรร กล่าว
นายสัมพันธ์ สาระธนะ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ กล่าวว่า คณะทำงานติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก มีมติส่งอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศและอัยการฝ่ายคดีพิเศษเดินทางไปอังกฤษ
อัยการจากไทยจะไปหารือกับอัยการและเจ้าหน้าที่อังกฤษเพื่อหาความชัดเจนว่า ความผิดที่ทางการไทยจะดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณและ คุณหญิงพจมานนั้นถือเป็นความผิดในประเทศอังกฤษด้วยหรือไม่ โดยอัยการไทยจะเดินทางไปภายในเดือน ก.ย.นี้ นายสัมพันธ์ กล่าว
นายสัมพันธ์ กล่าวต่อว่า การส่งอัยการไปอังกฤษก็เพื่อสอบถามและให้ตรวจดูกฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจน ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งการหาความยุติธรรมว่าความผิดนั้นมีหรือไม่มีอย่างไร ดีกว่าที่จะพูดกันเอาเองแล้วเกิดความสับสน