ยัน พื้นที่กทม.มีความเสี่ยงน้อย แต่ให้เขตประเมินสถานการณ์เตรียมแจกคู่มือสร้างความพร้อมชาวบ้านอภิรักษ์ โกษะโยธิน
ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (17 ส.ค.) ว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการซักซ้อมแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กทม. ในระดับวิกฤติ และกรณีเกิดคลื่นพายุซัดฝั่งประจำ ปี 2551 ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กองทัพเรือ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองเรือยกพลขึ้นบก กรุงเทพฯ
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า กทม. มีความเสี่ยงวิกฤติคลื่นกระทบฝั่ง (สตอม เซอจ) น้อยมาก แต่เพื่อเตรียมพร้อมรับมือจึงได้เตรียมซักซ้อมและแผนปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า สามารถแจ้งการเกิดพายุให้ประชาชนทราบก่อนล่วงหน้า 4-6 วัน เพื่อป้องกันตัวเอง และการอพยพในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ พื้นที่ติดชายฝั่งทะเล คือ เขตบางบอน จอมทอง บางขุนเทียนและบางนา โดยได้ได้กำชับให้ผู้อำนวยการเขตทุกเขตเตรียมแผนซักซ้อมและมอบผู้นำชุมชนหมู่บ้านให้ความรู้และแนวทางป้องกัน
ด้านนายวัฒนา กันบัว ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาทางทะเล กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า กทม. มีโอกาสเสี่ยงเกิดวิกฤติคลื่นกระทบฝั่งน้อยกว่าร้อยละ 10 เนื่องจาก กทม. อยู่ในอ่าวอับ ที่มีความแคบเพียง 100 กิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่ศูนย์กลางของพายุจะต้องมีความกว้างถึง 300 -1,500 กิโลเมตร แต่ด้วย กทม. เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำลึกลงไป 2-3 เมตร เมื่อมีพายุฝนก็ทำให้เกิดฝนตกหนักและอาจมีปัญหาน้ำเจ้าพระยายกสูงได้
สำหรับปัจจัยการเกิดวิกฤติคลื่นกระทบฝั่ง ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาทางทะเล กล่าวว่า จะเกิดขึ้นได้จากพายุลมแรง คลื่นสูง น้ำทะเลยกตัวมากกว่าปกติ หรือ กรณีเกิดมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงรอยต่อฤดูฝนกับฤดูหนาว และปัจจัยของอุณหภูมิน้ำทะเลที่ต้องสูงมากกว่า 27 องศาเซลเซียส สำหรับช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน ส่วนใหญ่จะเกิดพายุขึ้นในทะเลจีนใต้ แต่เนื่องจากประเทศไทยอยู่ตรงกลาง แวดล้อมไปด้วยประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อว่า กว่าพายุจะพัดถึงก็จะอ่อนกำลังลงจึงไม่น่าเป็นห่วง
นายวัฒนา กล่าวต่อว่า การให้ข้อมูลครั้งนี้ เป็นในเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ต้องการโต้แย้งกับใคร ส่วนพื้นที่ที่มีโอกาสการเกิดวิกฤติคลื่นกระทบฝั่งนั้น มีตั้งแต่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไป