กทม.เปิดแผนรับมือปรากฏการณ์น้ำทะเลยกตัวสูง หรือสตอร์ม เซิร์จ ช่วงส.ค.-ก.ย.นี้ เตรียมใช้แผนปฏิบัติระดับวิกฤติมาใช้ พบบางนาอ่วมสุดน้ำอาจท่วมสูง 1 ม. เตรียมอพยพคนไว้ที่ปลอดภัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีที่นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมายืนยันถึงการเตือนภัยปรากฏการณ์น้ำทะเลยกตัวสูง (สตอร์ม เซิร์จ) ซึ่งทำนายว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ ซึ่งมีความรุนแรงไม่ต่างจากพายุนาร์กีสในพม่า โดยเอาตำแหน่งประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติเป็นประกันว่า เรื่องนี้ กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือต่อต้านการออกมาเตือนเรื่องดังกล่าว
แต่จากการหารือกับกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า จากข้อมูลสถิติในช่วง 57 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีพายุไต้ฝุ่นก่อตัวขึ้นแล้วพัดเข้า กทม. อย่างไรก็ตามเพื่อการเตรียมการป้องกันไว้ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ กทม.จะจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติน้ำทะเลยกตัวสูง ที่กองบัญชาการกองเรือยกพลขึ้นบก กองทัพเรือ ถนนริมทางรถไฟสายเก่า เขตบางนา ซึ่งที่ประชุมจะหารือถึงกรณีที่อาจจะเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลยกตัวสูง แล้วพื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบบ้าง ความรุนแรง และแผนการให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น
ส่วนแผนการป้องกันภัยพิบัติของ กทม.นั้น ได้นำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกทม. ในระดับวิกฤติมาใช้ มีสำนักการระบายน้ำ และสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) ดำเนินการร่วมกัน ทั้งนี้มีการประเมินพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบกรณีเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลยกตัวสูงจะเป็นพื้นที่ใกล้แม่น้ำ ได้แก่ เขตบางนา ตั้งแต่แยกบางนาไปถึง จ.สมุทรปราการ เขตบางขุนเทียน เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ เขตจอมทอง จะเป็นเขตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คาดว่าพื้นที่จะจมอยู่ใต้น้ำ 50 เซนติเมตร-1 เมตร ส่วนพื้นที่ใน จ.สมุทรปราการ จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร
ทั้งนี้ กทม.มีแผนที่จะอพยพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเบื้องต้นจะประสานกับเหล่าทัพในการจัดหาเรือท้องแบน รถบรรทุก ในการเข้าไปรับประชาชนออกจากพื้นที่ ส่วนสถานที่รองรับได้เตรียมการประสานกับศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติกรุงเทพ (ไบเทค) ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ซิตี้ บางนา โรงเรียน และวัดในพื้นที่ เป็นต้น เพื่ออพยพไปไว้ในที่ปลอดภัย
ส่วนแผนป้องกันและเผชิญเหตุ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้น กรณีที่เกิดเหตุจะมีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมภัยพิบัติ โดยจะนำระบบไอซีเอส (Incident Command System) ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาใช้หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน โดยจะแบ่งการทำงานเป็น 12 ฝ่าย เช่น ฝ่ายดำเนินการ หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ฝ่ายสื่อสาร ฝ่ายจัดหาที่พักพิง ฝ่ายรับบริจาค ฝ่ายเข้ารื้อถอน หน่วยเข้าไปค้นหาผู้รอดชีวิต ฝ่ายควบคุมโรคติดต่อ ฝ่ายอาหาร เป็นต้น มีตัวแทนกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เข้ามาเป็นกรรมการ หากกรมอุตุนิยมวิทยาตรวจพบว่า มีพายุก่อตัวขึ้นในอ่าวไทย
ศูนย์ดังกล่าวจะต้องสามารถเรียกประชุมได้ภายใน 1 ชั่วโมง รวมทั้งออกประกาศแจ้งเตือนกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ นอกจากนี้ กทม.ยังเตรียมที่จะเสริมความสูงแนวป้องกันริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากน้ำ-บางนา จากเดิมที่มีความสูงอยู่ 2.5 เมตร เพิ่มอีก 50 ซม.
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
