นักวิชาการฟันธงอีก 10 ปี เมืองไทยเกิดแม่ 3 สายพันธุ์ แม่จำเป็นมีลูกไม่ตั้งใจ ไม่พร้อมเลี้ยงดู - แม่ไฮเปอร์ยัดเยียดทุกโปรแกรมอัจฉริยะ จนเด็กรับไม่ไหว -แม่เชย รู้ไม่ทันลูกมีมากสุดถึง80% เตือนระวังฆ่าลูกด้วยรัก ชี้ปัจจุบันใครเลี้ยงลูกรอดเป็นความสามารถเฉพาะตัว แนะแม่ต้องทำตัวเป็นเพื่อนลูกคุยได้ทุกเรื่อง อัดรัฐเมินแก้ปัญหาจริงจัง จี้รมว.ทุกกระทรวงทำแบบทดสอบงานที่ทำเกี่ยวข้องกับครอบครัวและเด็กอย่างไรภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าว
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มีการเสวนาครอบครัวสร้างสุขครั้งที่ 5 เรื่อง แม่ไทยจะเป็นแบบไหน ในอีก 10 ปี ข้างหน้า โดย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า ในอีก 10 ปี ข้างหน้า จะมี คุณแม่เกิดขึ้น 3 แบบ ได้แก่ 1.คุณแม่จำเป็น มีลูกเพราะไม่ตั้งใจ จากการศึกษาข้อมูลพบ เด็กอายุต่ำกว่า 19 มาทำคลอดเฉลี่ยปีละ 6-7 หมื่นคน เฉพาะปี 2550 มีถึง 68,385 คน เฉลี่ยวันละ 187 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอีก 10 ข้างหน้า จะมีแม่กลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า 7 แสนคน โดยส่วนใหญ่ไม่พร้อมจะเลี้ยงลูกหรือเลี้ยงไม่เป็น ทำให้แม่กลุ่มนี้เสี่ยงที่จะติดสุราและบุหรี่และเป็นยุวอาชญากรมากกว่าแม่กลุ่มอื่นๆถึงเท่าตัว
ผอ.สถาบันรามจิตติ กล่าวอีกว่า 2.คุณแม่ไฮเปอร์ จอมเวอร์ เจ้าไฮเทค ทำตัวเป็นผู้อำนวยการสร้างออกแบบชีวิตให้ลูกทำโน่นทำนี่ มีกำลังซื้อมาก พยายามสรรหาสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้กับลูก จนเกินพอดี เช่น มีสถาบันพัฒนาสมองชั้นเลิศต้องพาไปเรียน ใส่โปรแกรมเรียนพิเศษจนแน่น แย่งกันพาเด็กไปเข้าคอร์สอัจฉริยะทุกด้าน ต้องเก่งดนตรีเหมือนบีโทเฟ่น วาดรูปตามรอยแวนโก๊ะ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องหามาประเคนให้ลูก เพราะมีความคิดว่าลูกต้องไม่ด้อยกว่าเด็กคนอื่น ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มหญิงชนชั้นกลางอยู่เมืองใหญ่ๆ มีรายได้สูง มีการศึกษาสูง ปัจจุบันแม่กลุ่มนี้มีราว 10-15 %
เด็กที่เติบโตมาท่ามกลางการถูกยัดเยียดสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้เด็กรับไม่ไหว จากการถูกเร่งมากเมื่อเด็ก พอโตถึงช่วงวัยรุ่นตอนต้นเด็กเครื่องจะดับ บางคนกลายเป็นเด็กมีพฤติกรรมเกเร กลายเป็นแม่ฆ่าลูกด้วยรัก อีกทั้ง ยังทำให้เกิดช่องว่างในสังคมมากขึ้นทุกที เพราะเด็กที่เกิดจากคุณแม่กลุ่มที่ 1 และ 2 จะมีความแตกต่างกันมาก กลุ่มแรกด้อยโอกาสอย่างมหาศาล กลุ่มที่ 2 ก็เปี่ยมโอกาสจนล้น ผมอยากให้ลองนึกดูว่า สังคมข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คนที่มีความต่างกันมากๆ จะยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง ดร.อมรวิชช์ กล่าว
ดร.อมรวิชช์ กล่าวด้วยว่า 3.คุณแม่ที่ก้าวไม่ทันโลก รู้ไม่ทันลูก เชย เป็นแม่กลุ่มใหญ่ที่สุดในสังคมไทยราว 75-80% ส่วนหนึ่งอาจเป็นแม่บ้าน ไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยี หรือเป็นกลุ่มที่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพ ไม่มีเวลาให้ลูก จนแทบไม่รู้ว่า ลูกของตนทำอะไรอยู่ ขณะที่อีก 10 ข้างหน้า จะอยู่ในยุคของทุนนิยมสุดขั้ว เต็มไปด้วยความเจริญทางวัตถุ อบายมุข สิ่งยั่วยุ มีสิ่งล่อตา ล่อใจ ให้เด็กต้องการ และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา ถ้าแม่รู้ไม่เท่าทัน ปัญหาสังคมจะรุนแรงกว่ากรณีเล่นเกมจีทีเอแล้วไปฆ่าคน
ผอ.สถาบันรามจิตติ กล่าวอีกด้วยว่า คุณแม่ทั้ง 3 กลุ่ม ต้องการความช่วยเหลือที่ต่างกัน โดยแม่กลุ่มที่ 1 น่าห่วงที่สุด ภาครัฐต้องมีนโยบายชัดเจนที่จะลดจำนวนแม่อายุต่ำกว่า 19 ลงให้ได้ พร้อมทั้งช่วยเหลือเด็กที่กลายเป็นแม่ ให้กลับไปเรียนหนังสือ ส่วนแม่ไฮเปอร์ มีความรู้มากอยู่แล้ว แต่ต้องสร้างความเข้าใจ ไม่กดดันลูก และรัฐต้องกระจายการศึกษา การพัฒนาต่างๆ ต้องให้เท่าเทียมทั่วถึง ลดช่องว่างทางสังคม เช่นเดียวกับที่ รัฐต้องให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนาสังคมโดยรวม รวมถึง การแก้ปัญหาสังคม ปราบสื่อลามก เพิ่มพื้นที่ดีให้เด็ก เพื่อให้เป็นเบ้าหลอมที่ดีแก่เด็กส่วนใหญ่ในสังคม
แม่ที่ดีต้องเป็นแม่แบบไทยผสมกับความทันโลก แม่ต้องเข้าใจโลกของลูก ซึ่งต้องอาศัยความเป็นเพื่อนสูง จึงจะซี้กับลูกมากพอที่เขาจะไว้ใจ พอที่จะพูดคุยปรึกษากับเราได้ทุกเรื่อง แต่ในความเป็นจริงมีงานวิจัยพบว่า มีแม่เพียง 20 % ใช้ประโยคทางบวก พูดชื่นชม ยินดีกับลูก ขณะที่ถึง 80 % พูดคุยกับลูกด้วยประโยคทางลบ เช่น คาดคั้น กล่าวโทษ ว่าร้าย ทำให้เด็กหัวใจรวน ซึ่งเด็กปัจจุบันน่าสงสารมาก ถูกยั่วยุ รุมเร้ามาก เขาจึงต้องการแม่ที่จะพุดคุยด้วย เพื่อเช็คความคิดและการตัดสินใจของเขาว่าถูกหรือไม่ดร.อมรวิชช์กล่าว
นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า การเลี้ยงลูกพ่อแม่ต้องเชื่อว่าลูกไม่ใช่สมบัติ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการเลี้ยงลูกแบบครอบงำ คาดหวังกับลูกมาก เลี้ยงลูกเหมือนตุ๊กตา จับแต่งสิ่งต่างๆ โดยตอบสนองความใฝ่ฝันของตนเองที่ขาดหายไป จึงสร้างแรงกดดันและปัญหาให้กับเด็กมาก เมื่อเกิดปัญหาเด็กจะไม่กล่าบอกเล่าหากผิดจากความคาดหวังของพ่อแม่ แต่หากเลี้ยงลูกให้เข้ามีชีวิตและพื้นที่ของเขาเอง จะทำให้การเลี้ยงลูกในครอบครัวเป็นแบบสบายๆ
นางทิชา กล่าวอีกว่า ครอบครัวไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยว เด็กมีความว้าเหว่า และเหงา ปัจจุบันใครเลี้ยงลูกรอด ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัว เนื่องจากกลไกภาครัฐยังไม่มีการออกแบบให้มีการรองรับหรือตอบสนองในการแก้ปัญหาครอบครัว ตนจึงอยากให้พรรคการเมืองลุกขึ้นมาประกาศนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับครอบครัว ไม่ใช่มีแต่นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม หากทำได้จะช่วยให้พื้นที่ความสำคัญของการแก้ปัญหาครอบครัวกลับมาได้ส่วนหนึ่ง
รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง พบว่า วัยรุ่นไทยอยากเป็นแม่เพียง 20% เนื่องจากเห็นว่าความเป็นแม่ เป็นความทุกข์ยาก ลำบาก เหนื่อย แต่กลับไม่มีอะไรมาตอบแทน โดยเด็กที่มีลักษณะเสี่ยงที่จะเป็นแม่ที่ไม่มีคุณภาพ คือ เด็กที่ไม่มีความสนใจในตัวเอง ไม่คิดอะไรมาก ชอบเที่ยวชอบแต่งตัว มีแต่เพื่อนเที่ยว ซึ่งการเตรียมความพร้อมสู่สังคมยุคต่อไป เยาวชนต้องมีความเก่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะการปรับตัว ให้เหมาะกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป การมีทัศนคติที่ดีในการชีวิต ขณะที่รัฐบาลต้องมีนโยบายในการแก้ปัญหาครอบครัวอย่างจริงจัง โดยจะต้องให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ทำแบบทดสอบว่านโยบายของกระทรวงนั้นๆเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงสู่เรื่องครอบครัวและเด็กอย่างไร
ด้านนางกนิษฐา ปวีณะโยธิน ตัวแทนเครือข่ายพ่อแม่ กล่าวว่า หากสังคมต้องการแม่ที่มีคุณภาพ ต้องปรับทัศนคติให้เท่าเทียมกันทั้งชาย หญิง การจะมีแม่ที่ดีได้ ต้องเริ่มสร้าง พ่อที่ดี ไปพร้อมๆกัน เพราะการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของเด็ก นอกจากความอยากลองแล้ว ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้กำลัง ข่มขืน อีกทั้งต้องไม่คาดหวังกับเด็กสูงเกินไป จะทำให้พวกเขาต้องเอาตัวรอด ชิงดีชิงเด่น และหากอยากให้เด็กกตัญญู คนในครอบครัวต้องเป็นตัวอย่าง มีความกตัญญูต่อ ปู่ ย่า ตา ยาย ให้เด็กเห็นเสียก่อน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
