เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เวลา 14.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน รวมพลคนกินนมแม่ เนื่องในสัปดาห์ส่งเสริมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โลกและเดือนแห่งวันแม่แห่งชาติ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะเฝ้ารับเสด็จ งานนี้มีแม่-ลูกจำนวน 10,000 คู่ทั่วประเทศ ร่วมกล่าวคำมั่นสัญญาพร้อมกันว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และให้ลูกดูดนมแม่พร้อมกันเป็นเวลานาน 5 นาที ถ่ายทอดพลังแห่งความรักความผูกพันอันยิ่งใหญ่ของแม่ที่มีต่อลูก เพื่อเจริญรอยตามแม่ของแผ่นดินนายชวรัตน์กล่าวว่า หญิงไทยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และเลี้ยงพร้อมอาหารตามวัยจนลูกอายุ 2 ปีหรือมากกว่า ผลสำรวจขององค์การยูนิเซฟในปี 2548 พบอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนของไทยต่ำมากเพียงร้อยละ 5 หรือประมาณ 40,000 คน จากเด็กเกิดปีละ 8 แสนคน หรือกล่าวได้ว่า ต่อปีมีครอบครัวไทยต้องควักเงินซื้อนมผสมเลี้ยงลูกมากถึงปีละเกือบ 22,800 ล้านบาท ทั้งนี้ วงการแพทย์ทั่วโลกยอมรับว่านมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทารกตั้งแต่อายุแรกเกิด-2 ปี นมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด เด็กที่กินนมแม่ติดต่อกัน 6 เดือน จะช่วยให้มีสุขภาพดี เจ็บป่วยน้อยกว่ากินนมผสม 2-7 เท่าตัว มีไอคิวดีกว่า 2-11 จุด
ทางด้าน พญ.วาสนา วินัยพานิช แพทย์ประจำกลุ่มงานกุมารเวชกรรม รพ.อุตรดิตถ์ นำเสนองานวิจัยเรื่อง นมแม่กับอุบัติการณ์การเกิดโรคจอประสาทตาผิดปกติแต่กำเนิดในทารกคลอดก่อนกำหนด ภายในงาน ประชุม วิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 2 ว่า โรคจอประสาทตาผิดปกติแต่กำเนิดในทารกคลอดก่อนกำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การตาบอดในอนาคต เกิดได้บ่อยมาก เพราะจอประสาทตาของเด็กจะถูกสร้างจากกึ่งกลางดวงตามาเกือบครบเมื่อ 32 สัปดาห์ และสมบูรณ์เมื่อ 40 สัปดาห์ โดยเด็กที่คลอดก่อนกำหนดคือก่อน 36 สัปดาห์ มีความเสี่ยงจะเกิดโรคนี้ โดยกลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุด คือ ทารกที่คลอดก่อน 28 สัปดาห์
ข้อมูลของสถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชินีในปี 2542-2544 สำรวจทารกคลอดก่อนกำหนด ที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,000 กรัม มาตรวจจอประสาทตา 430 ราย พบ มีความผิดปกติของจอประสาทตาถึง ร้อยละ 22.33 ดังนั้น เด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งเสี่ยงจะเกิดโรคจอประสาทตาผิดปกติแต่กำเนิดอยู่แล้ว เมื่อมีปัจจัยอื่นมาเสริม เช่น น้ำหนักตัวน้อย ยิ่งถูกเลี้ยงด้วยนมผสมอย่างเดียว ก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าทารกที่คลอดก่อนกำหนดทั่วไปและดื่มนมแม่พญ.วาสนา กล่าวและว่าจากการศึกษาในกลุ่มหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว กับกลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมแม่และนมผสม และกลุ่มที่เลี้ยงด้วยผสมอย่างเดียว พบว่า กลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมผสมอย่างเดียว มีโอกาสเสี่ยงที่ทารกจะเกิดความผิดปกติของจอประสาทตามากกว่ากลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวถึง 6 เท่า ส่วนของทารกที่คลอดก่อนกำหนดที่เลี้ยงด้วยทั้งนมแม่และนมผสมมีโอกาสเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่เลี้ยงนมแม่อย่างเดียวถึง 3 เท่า ในน้ำนมแม่มีสารอาหารมากมาย อาทิ กรดไขมันไม่อิ่มตัว นิวคลิโอไทด์ สารทอรีนที่ช่วยให้จอประสาทตาเจริญเติบโต
น.ส.ณัฐธดา อนุกูล พยาบาลประจำหอผู้ป่วยกุมารเวช 1 รพ.สวรรค์ประชารักษ์ กล่าวว่า การศึกษา ความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่ ว่า ในกลุ่มตัวอย่างอายุ 3 ปี จำนวน 350 คน ในชุมชนเมืองจ.นครสวรรค์ ทั้งเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่ นมผสม และที่เลี้ยงด้วยทั้งนมแม่และนมผสม พบเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวตลอด 6 เดือนมีอีคิวมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น เมื่อศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มเด็กที่ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียว แต่ดื่มในระยะที่ต่างกัน คือ ดื่ม 1 เดือน 4 เดือน และครบ 6 เดือน พบเด็กที่ดื่มครบ 6 เดือน มีความฉลาดทางอารมณ์ มากกว่าเด็กที่ดื่ม 1 เดือน และ 4 เดือน นมแม่นอกจากจะมีผลต่อระดับสติปัญญาของเด็ก ยังมีผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ด้วย
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
