กรมศิลป์พาสื่อดูพื้นที่สด๊กก๊อกธม กำชับเฝ้าระวัง ปราสาทเขาน้อย อายุกว่าพันปีชายแดนเขมรด้านอรัญฯ หลังพบเขมรจ้องฮุบตาเป็นมันอีกจุด แฉเขมรยังพยายามไม่เลิก ปลอมเป็นนักท่องเที่ยวมาสังเกตการณ์เป็นระยะๆ ขณะที่ ผบ.สุรนารีแฉเขมรนำพระสงฆ์ขอเข้ามาทำพิธีที่ประสาทตาเมือนธม แต่ถูกปฏิเสธเข้าพื้นที่ กัมพูชาพิมพ์ภาพพระวิหารไว้บนธนบัตรบริเวณปราสาทเขาน้อย
อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม นายเขมชาติ เทพไชย รองอธิบดีกรมศิปากร ได้นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่สำรวจบริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธม บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว อยู่ห่างพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา ประมาณ 2 กิโลเมตร รวมทั้งยังเป็นปราสาทที่อยู่ในข่ายสุ่มเสี่ยงที่จะถูกทางกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทวงคืน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและยืนยันหลักฐานต่างๆ ว่า เป็นของไทยไม่ใช่ของกัมพูชา
นายเขมชาติ กล่าวว่า กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทสด๊กก๊อกธม ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2478 ให้เป็นสมบัติของชาติ จากนั้นได้เริ่มทำการบูรณะปราสาทดังกล่าว เมื่อปี 2536 เป็นต้นมา ทั้งนี้ เมื่อปี 2518 กัมพูชาเกิดปัญหาสงครามทางองค์การสหประชาชาติ ได้ร้องขอให้ไทยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่อพยพชาวกัมพูชา ทำให้พื้นที่บริเวณรอบปราสาทมีกับระเบิดเป็นจำนวนมาก โดยได้เก็บกู้ระเบิดเสร็จในปี 2547 ขณะนี้กรมศิลปากรได้บูรณะปราสาทประธานเสร็จแล้ว โดยคาดว่าจะบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธมแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2555
นายเขมชาติเชื่อว่า ปัญหาการทวงคืน ปราสาทสด๊กก๊อกธม ของรัฐบาลกัมพูชา คงไม่ยุ่งยาก เท่ากับกรณีปราสาทตาเมือนธม เนื่องจากจุดที่ตั้งปราสาทห่างจากชายแดนไทย กัมพูชา ถึง 2 กิโลเมตร จากการขุดแต่งเพื่อการบูรณะกรมศิลปากร พบว่าพื้นที่แห่งนี้ เป็นชุมชนเกษตรโบราณ มาตั้งแต่ยุคเหล็กตอนปลาย ก่อนที่ขอมจะเรืองอำนาจและมีการสร้างปราสาทแห่งนี้ กรมสันนิษฐานว่าเกี่ยวพันกับการกำเนิดชนชาติไทย เนื่องจากมีการค้นพบโบราณวัตถุสมัยทวารดีเป็นจำนวนมาก อีกทั้งที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่ต่างให้ความสำคัญกับปราสาทแห่งนี้ ในฐานะศาสนาสถานสำคัญทางความเชื่อก่อนที่สหประชาชาติได้ขอใช้พื้นที่เป็นศูนย์อพยพเขมรเสรีอยู่หลายปี จึงทำให้กัมพูชาเข้าใจผิดว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของตน
นายชัยรัตน์ สกุลพราห์ม ประธานมัคคุเทศก์ปราสาทสด๊กก๊อกธม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา กัมพูชาได้เข้ามาปักหลักเขตแดนเลยเข้ามายังหลักเขตแดนไทยกัมพูชาหลักที่ 43 ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทสด๊กก๊อกธม ประมาณ 2 กิโลเมตร นอกจากนี้ กัมพูชายังใช้วิธีการรุกพื้นที่ สร้างหมู่บ้านหรือสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง จึงทำให้กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ต้องเพิ่มกำลังดูแลการรุกล้ำพื้นของทางกัมพูชาอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามตำรวจตระเวนชายแดน ที่รักษาการอยู่โดยรอบปราสาทสด๊กก๊อกธม ได้รับข้อมูลล่าสุดว่า ขณะนี้กัมพูชาพยายามใช้วิธีการต่างๆ อาทิ การเข้ามาสร้างชุมชนในพื้นที่ฝั่งไทย การปักหลักเขตแดนใหม่ การปลอมเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ปราสาทเพื่อเก็บข้อมูล ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ตำรวจตระเวนชายแดนไทย ได้ดำเนินการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาให้ถอนหลักเขตแดนที่ปักใหม่ออกไปจากพื้นที่ฝั่งไทย เพราะไทยจะยึดตามหลักเขตหลักที่ 43 ซึ่งมีการปักไว้ตั้งแต่ปี 2450 และได้เพิ่มกำลังทหารตระเวนเพิ่มขึ้นจากปกติวันธรรมดา 10 นาย แต่วันเสาร์-อาทิตย์จะเพิ่มเป็น 30 นาย ส่วนบริเวณรอยต่อระหว่างชายแดนไทยกัมพูชาด้าน จ.สระแก้ว นั้น เพิ่มเป็น 300-500 นาย
ต่อมาเวลา12.00 น. กรมศิลปากร ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางมาสำรวจ บริเวณปราสาทเขาน้อย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดย นายอาณัติ บำรุงวงศ์ ผอ.สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กล่าวว่า เหตุผลที่นำคณะสื่อมวลชนมาที่แห่งนี้ เพราะเป็นที่ตั้งโบราณสถานที่เป็นเทวสถานสำคัญ ซึ่งมีจารึกเขาน้อยที่มีอักษรที่อ่านได้ ระบุศักราชชัดเจน และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ระบุว่าปราสาทดังกล่าวสร้างขึ้นในปี 1551 ที่สำคัญโบราณสถานดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 500 เมตร รวมทั้งยังเป็นแหลมยื่นเข้าไปติดกับชายแดนประเทศกัมพูชาด้วย จึงเกรงว่าประเทศกัมพูชาจะอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทดังกล่าวอีก จึงควรเฝ้าระวังปราสาทแห่งนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งปราสาทดังกล่าวขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา ในปี 2478 มีอายุ ประมาณ1,300 ปี
ด้าน พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.สุรินทร์ และศรีสะเกษ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ทหารกัมพูชาได้นำพระสงฆ์กัมพูชาจำนวนหนึ่ง เพื่อเข้ามาประกอบพิธีทางศาสนาในเขตปราสาทตาเมือนธม กิ่ง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ แต่ได้รับการปฏิเสธจากกองกำลังสุรนารี เพราะเกรงว่าหากปล่อยให้เข้ามาบริเวณพื้นที่ปราสาท อาจไม่ยอมกลับออกไป และจะทำให้เกิดปัญหาเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นบนเขาพระวิหาร ที่มีชาวกัมพูชาเข้ามาครอบครองพื้นที่ในเขตแดนไทย และมีการสร้างวัดในพื้นที่ของไทยจนเกิดข้อพิพาทระหว่าง 2 ฝ่าย
พล.ต.กนก กล่าวว่า กองทัพบกมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ยอมให้ฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในบริเวณปราสาทตาเมือนธมอย่างเด็ดขาด สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ได้แจ้งให้ทหารกัมพูชาทราบว่า หากต้องการนำพระสงฆ์มาทำพิธีก็สามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้เฉพาะด้านหน้าของปราสาท แต่ไม่ใช่ในตัวปราสาท
พล.ต.กนก ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่ทหารกัมพูชาพาสื่อมวลชนมาด้วย เข้าใจว่าคงมีเจตนาที่ต้องการบันทึกภาพทำข่าวไว้เป็นหลักฐาน เพื่อบอกว่าเป็นดินแดนของกัมพูชา และเช้าวันที่ 10 สิงหาคม ยังมีทหารกัมพูชาลาดตระเวนเข้าไปยังบริเวณปราสาท แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่
กัมพูชาพิมพ์ภาพพระวิหารไว้บนธนบัตร
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 10 ส.ค. ที่บริเวณด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ยังคงมีชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาในตลาดโรงเกลือ ฝั่งไทยอย่างต่อเนื่องทำให้บรรยากาศในตลาดโรงเกลือ ที่เคยซบเซามานานหลายสัปดาห์กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ทำให้ จนท.ไทย ต้องทำการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเนื่องจากมีชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาเที่ยวในตลาดโรงเกลือ มากกว่าปกติ
จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการเดินทางมาท่องเที่ยวตามปกติของชาวกัมพูชา เนื่องจากด่านพรมแดนเขาพระวิหาร จ.ศรีษะเกษ และด่านพรมแดนช่องตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ถูกสั่งปิดทำให้ชาวกัมพูชาแห่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ตลาดโรงเกลือแทนโดยให้เหตุผลว่าตลาดโรงเกลือ ไม่มีผลกระทบเรื่องปัญหาชายแดน
ต่อมาในตลาดโรงเกลือ เกิดความฮือฮาขึ้นเมื่อชาวเขมรที่เดินทางเข้ามาซื้อสินค้าและท่องเที่ยวในตลาดโรงเกลือ ต่างหาแลกเงินเรียลกับพ่อค้า แม่ค้าชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นธนบัตรกัมพูชารุ่นใหม่ผลิตขึ้นในปี 2007 ที่มีภาพของปราสาทพระวิหารพิมพ์อยู่บนธนบัตร เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก
นางสลอน เนียด อายุ 32 ปี แม่ค้าชาวกัมพูชาที่จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด ในตลาดโรงเกลือ ใกล้จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ว่าสาเหตุที่ชาวกัมพูชาต่างหาแลกธนบัตรเงินเรียลของกัมพูชาเก็บไว้เป็นที่ระลึกนั้นชาวกัมพูชาต้องการแลกธนบัตรกัมพูชาเฉพาะธนบัตรรุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นในปี ๒๐๐๗ ซึ่งได้พิมพ์ภาพปราสาทพระวิหาร อยู่บนธนบัตร และมีข้อความพิมพ์เป็นภาษาเขมรว่าปราสาทพระวิหารไทย-กัมพูชา เก็บไว้เนื่องจากเหตุการณ์กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชานั้นชาวกัมพูชาไม่มั่นใจว่าอาจจะเกิดสงครามขึ้นหรือไม่หากเกิดสงครามปราสาทพระวิหารอาจพังทลายได้ จึงต้องเก็บรักษาไว้ และต้องการบอกชาวโลกว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
นายสอน เนียด เปิดเผยอีกว่า ธนบัตรกัมพูชาที่มีภาพปราสาทพระวิหารพิมพ์อยู่บนธนบัตรนั้น มีตั้งแต่ธนบัตร ฉบับละ 1000 เรียล , 2000 เรียล , 5000 เรียล , 10,000 เรียล และ 20,000 เรียล ผลิตในปี 2007 ดังนั้น จึงทำให้ชาวกัมพูชาหาแลกไปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันเป็นจำนวนมาก
ส่วนบริเวณชายแดนด้าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้าม ต.ปอยเปต อ.โอวโจวโรว จ.บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา ทหารพราน ฉก.กรม.ทพ.ที่ 12 กกล.บูรพา ยังคงตรึงพื้นที่แนวชายแดนไว้ โดยไม่ได้มีการเพิ่มกำลังทหารหรือสับเปลี่ยนกำลังแต่อย่างใด
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
