คอลัมน์ Home Builder Interviewกล่าวกันว่าในการทำธุรกิจมีหลายบริษัทเลือกใช้ การตลาด นำ และกลายเป็นคีย์ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ แต่สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน การตลาดอาจไม่ใช่ คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป
เช่นเดียวกับ พันธุ์เทพ ทานชิติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมคเคอร์โฮม จำกัด ที่เลือกจะให้ความสำคัญการพัฒนา คน และ คุณภาพ นำหน้าการตลาด ประมาณปี 2546 เขายอมเสียโอกาส ในการสร้างรายได้ ด้วยการประกาศหยุดรับลูกค้าช่วงหนึ่ง เพื่อหันมาทุ่มเท ให้กับการปรับองค์กรอย่างเต็มที่ก่อน
ช่วงนั้นเมคเคอร์ฯมียอดขายสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 300 ล้านบาท จำนวนประมาณ 100 ยูนิต ตรงนั้นถือเป็น จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราหันมาปรับองค์กร อย่างจริงจัง เพราะรู้เลยว่าด้วยปริมาณ มากขนาดนั้นการควบคุมคุณภาพบ้านให้ดีทุกหลังยากมาก พันธุ์เทพ สถาปนิกที่ ก้าวเข้าสู่ธุรกิจอาชีพรับสร้างบ้านมากว่า 18 ปี ให้สัมภาษณ์ ประชาชาติธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า โจทย์ในการปรับองค์กรของเมคเคอร์โฮม ได้เริ่มต้น มาก่อนแล้วระยะหนึ่งตั้งแต่ปี 2544 โดยตัดสินใจนำระบบ KPI (key performance indicator) ตัวชี้วัดผล การดำเนินงานเข้ามาใช้ในองค์กร โดยลงทุนว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นที่ปรึกษาวางแผนงาน และอาจถือเป็นบริษัทรับสร้างบ้านรายแรกๆ ที่นำระบบนี้มาใช้
วัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานทุกคนเข้าใจว่าบริษัทต้องการอะไร มีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุง ซึ่งในขณะนั้น KPI เป็นที่รู้จัก บ้างแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทันกับการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงนั้น
...มันยากนะ โดยเฉพาะการปรับทัศนคติพนักงานซึ่งมีทั้งคนเก่าแก่ และ คนรุ่นใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงย่อมได้อย่างเสียอย่าง พันธุ์เทพบอกด้วยสีหน้าเรียบๆ
อาจเป็นผลจากการปรับองค์กร ทำให้ปัจจุบันบริษัทคงเหลือแต่พนักงานที่เป็น คนรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง และพอเข้าใจในวัตถุประสงค์ของบริษัท แม้ที่ผ่านมาได้มีการปรับจูนความเข้มข้นของ KPI ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจแล้วก็ตาม
ทุกวันนี้สไตล์การทำงานของ เมคเคอร์โฮมจึงไม่ยึดติดตายตัวว่าในแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ให้อิสระทุกคน รับผิดชอบงานของตัวเอง แต่ต้องเดินไปถึง เป้าหมายที่ตั้งไว้ อาจจะค่อนข้างอิสระ แต่ก็อยู่ภายใต้ความกดดัน
หลังจากผ่านกระบวนการปรับองค์กร มาถึงปัจจุบัน พันธุ์เทพ บอกว่าพอใจกับผลที่ได้รับ เพราะเมคเคอร์โฮมมีการพัฒนาที่ดีขึ้นมาก มีคอมเมนต์ลูกค้าลดลง 50% ควบคุมคุณภาพงานได้นิ่งขึ้น ก่อสร้างบ้านรวดเร็วกว่าเดิม 30% จาก 8-10 เดือน เหลือ 6 เดือน ที่สำคัญยังคงใช้พนักงานออฟฟิศเท่าเดิมเพียง 40 คนเท่านั้น
ถึงวันนี้กระบวนการปรับองค์กรของ เมคเคอร์โฮมยังต้องเดินหน้าต่อไป หลังจากนำระบบ KPI มาใช้แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือ กลับมานับหนึ่งตรวจสอบทุกอย่างใหม่ เพื่อสำรวจว่าเดินมาถูกทางหรือไม่ ต้องปรับปรุงแก้ไขจุดใดอีกบ้าง
ถ้าแบ่งกระบวนการปรับองค์กรจะมีทั้งหมด 3 เฟส ตอนนี้เราเพิ่งแล้วเสร็จในเฟสแรก คือการจัดระบบ เฟสสอง คือ การกลับมาตรวจสอบสิ่งที่ทำว่าถูกต้อง หรือไม่ เป็นสิ่งที่เรากำลังจะทำ คาดว่า ต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ถ้าทุกอย่างโอเค เฟสสาม คือการกำหนดเป้าหมาย การขยายฐานลูกค้า ซึ่งเราอาจโตในตลาดที่ถนัด หรือเลือกขยายตลาดไปชกข้ามรุ่นในเซ็กเมนต์อื่นๆ ได้
กับสิ่งที่ดำเนินการมาทั้งหมดเขาหวังว่าในอนาคตคืออีก 5 ปีข้างหน้า เมคเคอร์โฮมจะกลายเป็นบริษัทรับสร้างบ้านตัวเลือกแรกในแง่ คุณภาพ ที่ลูกค้านึกถึง และเมื่อนั้นการเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ก็จะตามมาเอง
สุดท้าย พันธุ์เทพ สรุปว่า วงการ รับสร้างบ้านคงจะต้องปรับเปลี่ยนจาก ธุรกิจ มาเป็น อุตสาหกรรม เพราะเป็นการสร้างบ้านตามความต้องการของลูกค้าแบบหลังต่อหลัง ต่างจากบ้านจัดสรรที่ สามารถก่อสร้างบ้านล่วงหน้าและให้ลูกค้ามาเลือกซื้อ
อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย แต่ละบริษัทว่าจะเลือกกำหนดเป้าหมายอย่างไร สำหรับ เมคเคอร์โฮม เลือกวิธีนี้ หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
