โหมกันเหลือเกินกับกระแสข่าว ถอดใจ ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเป็นการจุดประเด็นพร้อมๆ กับการ ฟื้นคืนชีพ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเผยถึงข้อสนทนากับ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักฯ ที่ว่านายกฯอาจถอดใจลาออกไม่ทันถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้
รวมทั้งความหาญกล้าออกมาท้ารบรัฐบาล ด้วยการออกแถลงการณ์โจมตีถึงขั้นระบุว่า พล.อ.สุรยุทธ์มีข้อตกลง ลับ กับ ระบอบทักษิณ และเรียกร้องให้พล.อ.สุรยุทธ์พิจารณาตัวเอง
ได้ผล เมื่อกระแสดังกล่าวได้ติดลมบนนำโด่ง เป็นกระแสการเมืองประจำสัปดาห์แบบ ซุปเปอร์ฮ็อต
ประจวบเหมาะกับการเข้าตรวจสุขภาพแบบกะทันหันของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ รพ.กรุงเทพ แบบที่ผลออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกอย่าง จึงเป็นที่กังขาระหว่าง ป่วยจริง กับ ป่วยการเมือง..?
แต่การที่ พล.อ.สุรยุทธ์เปิดใจ ยอมรับในคำพูดของ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ที่พูดถึง สัญญาใจ กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการเมืองด้วยการเมือง
เท่ากับเป็นการยอมรับว่าตลอดระยะเวลา 6 เดือน ในการบริหารประเทศ กำลังเผชิญปัญหารุมเร้าอย่างหนัก
ไม่เฉพาะปัญหาภายนอกที่เกิดจากการบริหารประเทศ ที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้น
ปัญหาภายใน ที่เกิดจากแรงกดดันจาก หมู่มิตร ที่เคยยืนอยู่ข้างเดียวกัน ก็มีไม่น้อยเช่นกัน
การออกมายอมรับว่าหากบ้านเมืองเกิดวิกฤต ต้องเอาการเมืองมาแก้ปัญหานั้น จึงเป็น ทุกคำตอบ ที่ทุกคนตั้งข้อสงสัย และตั้งคำถามมาตลอดระยะเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา
หากแต่การ ยอมรับความจริง ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็มี นัยยะ ในเนื้อหาที่ซ่อนอยู่..?
..หากไม่มีปัญหาอุปสรรค ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากขึ้นมากระทบต่อการทำงาน ผมก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป แต่ถ้ามีอุปสรรคขึ้นมาอย่างที่ พล.อ.บุญรอด ได้กล่าวไว้ ผมตั้งใจว่าจะแก้ไขปัญหา โดยใช้วิถีทางการเมือง เมื่อแก้ไขไม่ได้ มีการปะทะกัน ใช้กำลังกัน ผมไม่อยากให้คนไทยปะทะกันถึงเลือดถึงเนื้อ ผมพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นทหาร ทหารย่อมมองสถานการณ์ในลักษณะที่ร้ายไว้ก่อนเสมอ แล้วหาทางไม่ให้ไปถึงจุดนั้น..
ความหมายในคำพูดของ พล.อ.สุรยุทธ์ที่สื่อออกมา เหมือนเป็นการส่งสัญญาณ ตีกัน ทุกฝ่ายที่ต้องการปลุกระดมให้บ้านเมืองเกิดความรุนแรง จนวิกฤต
เหมือน รู้ทัน ว่าในเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเกิด ความผิดปกติ ขึ้นในทางการเมือง..?
เป็นความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นจากกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มพันธมิตรหรือแม้แต่ทหารบางพวก บางกลุ่ม ที่เป็นตัว จุดชนวน ให้เกิดวิกฤต จนทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ใช้การเมืองแก้ปัญหาการเมือง
การเปิดใจของ พล.อ.สุรยุทธ์ครั้งนี้ จึงเหมือนการเล่นหมากรุก ที่ตัดสินใจเดินหมากแบบคำนวณข้ามช็อตถึง 2 ชั้นเป็นอย่างน้อย
การที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังระเริงว่าจะได้กินขุนของ พล.อ.สุรยุทธ์ คงต้องกลับไปตั้งกระบวนทัพใหม่
เพราะงานนี้ ถ้ามองกันแค่ชั้นเดียวว่า อารมณ์ถอดใจ ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เกิดขึ้นแล้ว
ฝ่ายรุกอาจเพลี่ยงพล้ำได้ เพราะนัยยะที่ซ่อนอยู่มีมากกว่านั้น..?
คำพูดของ พล.อ.บุญรอด หลังหารือกับ พล.อ.สุรยุทธ์ 30 นาที เป็นการส่วนตัวที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเปิดใจ คงเป็นการต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพชัดเจนว่าในใจ พล.อ.สุรยุทธ์คิดอย่างไร..?
พล.อ.บุญรอดบอกว่า ..สิ่งที่จะปรากฏคือ บนถนนและอะไรต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หากไปถึงจุดนั้นแล้วจะรู้ว่ามันไม่ใช่ ฉะนั้น ต้องดูว่าศรัทธาของประชาชนที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ไม่มีเงื่อนไขที่จะทำให้ประชาชนนออกมาเต็มถนนแล้ว เพราะตอนนี้ได้กำหนดเงื่อนไขประชาธิปไตย คือกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว..
นั่นคือ ช็อตแรก
ช็อตต่อมา..การเปิดใจครั้งนี้มีการพูดถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ยอมรับว่า ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีบ้างแล้ว เพราะมีหลายอย่างเกี่ยวกับการบริหารงานที่จะต้องปรับปรุง แต่จะต้องพูดคุยกันอีกครั้ง
นั่นก็หมายความว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่ได้ละเลย หรือเพิกเฉย ต่อคำท้วงติงเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ
ซึ่งตรงนี้ พล.อ.สุรยุทธ์มองว่าอาจจะช่วย ลดแรงเสียดทาน ลงได้บ้าง
เพราะนอกจาก ลดแรงเสียดทาน ที่เกิดขึ้นจากกระแสสังคมแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ ยังมองถึงการประคับประคองเสถียรภาพรัฐบาลให้อยู่จนถึงการเลือกตั้งปลายปี 2550 เสร็จสิ้น
แต่กว่าจะถึงวันนั้น พล.อ.สุรยุทธ์รู้ดีว่าการเมืองคงร้อนระอุเป็นไฟ..?
เพราะต้องไม่ลืมว่าวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย
คงไม่ต้องพยากรณ์เลยว่าก่อนจะถึงเดือนพฤษภาคม ความรุนแรงทางการเมือง คงมีการพัฒนาไปไกลโข
นอกจากนั้น ยังมีการคาดการณ์กันว่าในปี 2551 หลังการเลือกตั้ง สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่อยู่ในความสงบ
ตรงนี้ จึงเกิดคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่..หากมีการปรับ ครม.จริง อาจจะมีชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. รวมอยู่ด้วย
เพราะอะไร..?
เหตุผลหนึ่งคือ พล.อ.สนธิจะเกษียณในเดือนตุลาคม 2550 ในขณะที่บ้านเมืองยังคงอยู่ในภาวะคาบลูกคาบดอกแบบนี้ จึงมีกระแสข่าวมาตลอดว่าหลังเกษียณมีการเตรียมหา ตำแหน่งหลัก ให้กับ พล.อ.สนธิแล้ว
โดยตำแหน่งหลักดังกล่าว เน้นไปที่ดูแลด้านความมั่นคง และคุมกำลัง สมกับตำแหน่งประธาน คมช.
หากจำได้ ก่อนหน้านี้มีแรงหนุนว่า พล.อ.สนธิเหมาะสมที่จะมานั่งรองนายกฯ ดูแลด้านความมั่นคง แต่เรื่องก็เงียบหาย..อาจเป็นเพราะสถานการณ์ห้วงนั้น ยังไม่รุนแรง ดุดัน
เวลานี้สถานการณ์เปลี่ยน และอนาคตของประเทศในปี 2551 เชื่อจะเดินอยู่บนเส้นด้าย
ชื่อของ พล.อ.สนธิจึงถูกฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง..เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์พูดถึงเรื่องการปรับ ครม.
จะเห็นว่าการออกมาเปิดใจครั้งนี้ของ พล.อ.สุรยุทธ์เป็นการ สยบศึก ที่เหนือชั้น ซึ่งไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน..?
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
