สัมภาษณ์พิเศษโดย หทัยรัตน์ พหลทัพ
- หนักใจหรือไม่กับการจัดออกเสียงประชามติครั้งแรกของประเทศไทย
ไม่หนักใจเพราะการลงประชามติเป็นเรื่องที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของประเทศชาติ ส่วนจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ต่างประเทศทำกันมา 12 ชาติ ทั้งประเทศที่เจริญแล้วและประเทศเกิดใหม่ เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดประชาชนทุกคนควรมีส่วนตัดสินใจเท่าเทียมกัน ซึ่งในการเตรียมความพร้อมนั้น กกต.ได้ตั้งศูนย์อำนวยการออกเสียงประชามติ ทำงานร่วมกับฝ่าย ทหาร ตำรวจ มหาดไทย ไปรษณีย์ ฯลฯ มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 ถือว่าขณะนี้พร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติแล้ว
- มีผลทำโพลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ประชาชนอ่านรัฐธรรมนูญไม่เข้าใจจะแก้ไขอย่างไร
กกต.คงทำอะไรไม่ได้เพราะถูกกำหนดหน้าที่และได้รับจัดสรรงบประมาณให้จัดออกเสียงประชามติ และรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจและรู้ขั้นตอนการลงประชามติและออกมาใช้สิทธิเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ร.คงไปก้าวล่วงไม่ได้
- คาดหวังว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติเท่าไร
จากผลโพลดีขึ้นเรื่อยๆ จากผู้มีสิทธิทั่วประเทศ 45 ล้านคน หากออกมาใช้สิทธิถึง 50 เปอร์เซ็นต์ก็ดีใจจะแย่แล้ว เพราะการทำประชามติทั้งประเทศอย่างนี้คงคาดหวังไม่ได้ หากเปอร์เซ็นต์สูงอย่างเลือกตั้งท้องถิ่นก็คงจะดี เพราะโอ้โห มาใช้สิทธิกัน 80-90 เปอร์เซ็นต์ เพื่อความเหมาะสม หากมติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญถึง 50 เปอร์เซ็นต์ก็จะดูดี ตอนนี้ผมไม่ได้ประเมินเป็นรายภาคว่าจะเป็นอย่างไร
- เห็นว่าการทำประชามติครั้งต่อๆ ไปควรมีการกำหนดอัตราขั้นต่ำไว้หรือไม่ เหมือนที่เคยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตที่มีผู้สมัครคนเดียวต้องได้คะแนน 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นขึ้นไป
ความจริงการกำหนดอัตราขั้นต่ำก็ควรมี ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าทำไมเขาถึงไม่กำหนดไว้ อาจเป็นเพราะเราไม่เคยลงประชามติ ซึ่งหากมีการทำประชามติในอนาคตอาจจะกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ก็ได้
- หากผลคะแนนของการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีคะแนนเห็นชอบและไม่เห็นชอบห่างกันไม่มาก มองว่าจะมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญหรือไม่
ไม่มีๆ...จากการฟังนักวิชาการและรัฐมนตรีบางคนบอกว่า รัฐธรรมนูญที่แล้วๆ มาก็มาจากการรัฐประหารตั้งหลายฉบับ การปฏิวัติในอดีต เมื่อปฏิวัติเรียบร้อยก็จัดร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเลย ไม่เคยให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วม ผมอยากให้ดูคนที่ให้ความสนใจมาลงประชามติ บางคนเขาอาจจะอยู่ในป่าในเขา เขาไม่ออกมาลงในหน่วยเลือกตั้งก็แล้วไป แต่ถ้าคนที่ตั้งใจมา ถ้าเสียงเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก ไม่ได้จำกัดว่ากี่เปอร์เซ็นต์ หากชนะกันแค่เสียงเดียวก็ถือว่าชนะ ไม่เหมือนการเลือกตั้งท้องถิ่น
- กระแสรณรงค์รับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการแข่งกันระหว่างกลุ่มเอาทักษิณและไม่เอาทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี)
ผมไม่ได้มองอย่างนั้น ผมถือว่าเป็นวิถีทางประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องของประเทศ ไม่ได้มองว่าใครพวกใคร ใครต้องการอย่างไร และตั้งใจจะไม่มองด้วย
- เกรงหรือไม่ว่า คนที่นิยมในตัวคุณทักษิณจะไม่ออกมาใช้สิทธิหรือบอยคอตการลงประชามติ
ผมก็ไม่ทราบ ถ้าถามว่าเกรงไหม ตอบได้ว่าไม่เกรง เพราะผมไม่ได้หวังว่า คนจะมาลงคะแนนมากมายนัก เรื่องนี้แล้วแต่ประชาชน ผมเป็นกลาง สำนักงาน กกต.ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการเลือกตั้งให้เกิดความยุติธรรม ให้ตรวจสอบได้ แค่นี้เราก็พอใจแล้ว และเรื่องซื้อสิทธิขายเสียง อย่าให้มีก็แล้วกัน
- กระแสรณรงค์ให้คนไม่ออกมาใช้สิทธิเพื่อต่อต้านการรัฐประหารและต่อต้าน คมช.จะส่งผลมากหรือไม่
ไม่ใช่เรื่องการต่อต้านรัฐประหารอะไร ถือเป็นความคิดเห็นของคน ผมคงไม่ก้าวก่าย แต่ผมก็ดีใจอยู่อย่างหนึ่งว่า รัฐบาลประกาศจะคืนอำนาจให้ประชาชน ถ้าคืนมา ประเทศไทยก็จะเริ่มเป็นประชาธิปไตย
- เชื่อว่าการออกเสียงประชามติครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศชาติ คลายวิกฤตได้สักแค่ไหน
ผมเชื่ออย่างนั้น ถือเป็นโอกาสแรกนับตั้งแต่มีการรัฐประหารมาที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตัดสินใจเลือกทางเดินของประเทศ อย่างน้อยถ้ามีคนมาลงประชามติมาก ก็แสดงว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รับความสนใจ ถ้าคนมาลงประชามติเยอะก็เป็นที่น่าพอใจว่า ประชาชนมีความตื่นตัวและมีส่วนร่วมทางการเมือง
- เป็นห่วงว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายระหว่างการออกเสียงประชามติหรือไม่
ไม่ห่วง แต่การตีความคำว่า การก่อความวุ่นวาย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2550 เขียนไว้กว้างเกินไป ที่บอกว่า ผู้ใดกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยถือว่ามีความผิด นั้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย โอกาสที่จะถูกจับและส่งขึ้นศาลจึงง่าย ซึ่งหากไปแจกใบปลิวเพื่อให้โหวตรับหรือไม่รับทั่วๆ ไปก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่ถ้าไปแจกให้คนเป็นร้อย แจกไปเรื่อยๆ จนถึงวันลงประชามติจะถือว่าก่อความวุ่นวายหรือไม่ แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน สำหรับการเตือนล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต้องขึ้นโรงขึ้นศาลก็คงพูดได้เพียงว่าให้ทำแต่พอสมควร เหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนว่า เดินทางสายกลาง อย่าสูงหรือต่ำเกินไป
- จะต้องขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ให้ก่อความวุ่นวายหรือไม่
ผมคงไม่ทำ เราเป็นกรรมการกลาง สิ่งที่ทำได้คือการให้ความรู้กับประชาชน ส่วนคนตัดสินใจอย่างไร เราไม่ไปก้าวก่าย
- มีการพูดกันมากว่าแม้จะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก็ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ถ้าเป็นอย่างนี้จะไปลงประชามติทำไม
ถามว่ามีฉบับไหนบ้างที่มันออกมาดีพร้อมทุกอย่าง คนยังไม่มีความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกสิ่งก็มีข้อตำหนิทั้งนั้น จากที่ได้ยินเสียงสะท้อนของหลายฝ่ายหากจะมีการแก้ไข ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน
- เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐวางตัวไม่เป็นกลาง แล้วเป็นห่วง กกต.จังหวัดจะไม่เป็นกลางด้วยหรือไม่
ไม่เป็นอย่างนั้นแน่ ผมขอเถียงแทนลูกน้อง ผมลงพื้นที่ไปทุกครั้งก็สอนลูกน้องว่า เราต้องเป็นกลาง เราเป็นเหมือนกรรมการฟุตบอล เราจะทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ จะคำนึงถึงความรู้จัก สนิทสนมคุ้นหน้าคุ้นตากันไม่ได้ มันไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องเป็นกลางที่สุด ถ้าพบว่าคนของผมไม่เป็นกลาง ผมก็จะเล่นงานทันที
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
