แม้การรัฐประหารจะผ่านมานานเกือบจะครบปีแล้ว ปรากฏว่า การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจคืนหรืออีกฝ่ายที่ต้องรักษาอำนาจไว้ ไม่ได้ลดหย่อนผ่อนลงไปด้วยเลย มิหนำซ้ำกลับเข้มข้นมากขึ้นจนดูคล้ายกับว่า การเมืองไทยไม่มีวันนิ่งจนกว่าการยึดกุมอำนาจจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือขั้วอำนาจเก่าซึ่งหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะพ่ายแพ้อย่างราบคาบการต่อสู้ปรากฏให้เห็นในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้สงครามตัวแทน เช่น กลุ่มพิราบขาว 2006 กลุ่ม นปก. หรือแม้กระทั่งองค์กรเอกชนที่ไม่ชอบเผด็จการทหาร อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ในรูปของสงครามตัวแทนที่ยืดเยื้อมากว่า 11 เดือนปรากฏว่า ขั้วอำนาจเก่าแพ้ราบคาบหลังจากแกนนำ นปก. ถูกจับดำเนินคดีและส่งตัวไปขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจะขอประกันตัวออกมาภายหลัง
ดังนั้นแนวรบต่อไปที่น่าจับตาดูเป็นพิเศษเห็นจะไม่พ้นเรื่องการลงประชามติ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แม้ว่าผลการแพ้ชนะจะไม่มีความหมายเท่าใดนัก เนื่องจาก คมช. และรัฐบาล สามารถหยิบรัฐธรรมนูญในอดีตฉบับใดฉบับหนึ่งมาแก้ไขและประกาศใช้ ก็จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างราบรื่นเช่นกัน ดังนั้นผลแพ้ชนะในการลงประชามติครั้งนี้น่าจะเป็นการประลองกำลัง ก่อนที่จะไปสู้รบแตกหักในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2550
ที่ผ่านมารัฐบาลและ คมช. ได้ใช้กลไกรัฐหลายประการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์กันมาก ๆ ฝ่ายตรงข้ามจะได้ใช้เงินจ้างประชาชนไปลงคะแนนคว่ำรัฐธรรมนูญได้ยากขึ้น หรืออาจจะใช้กลไกใต้ดินผลักดันให้ประชาชนไปลงคะแนน “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลุ่มไทยรักไทยก็เดินหน้าเต็มสูบ เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันคว่ำรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ
วิธีการต่อสู้ของกลุ่มไทยรักไทยมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การพิมพ์ข้อความ We vote no ลงบนเสื้อยืดสีแดงแล้วแจกให้ประชาชนทั่วไปสวมใส่ ตลอดจนพิมพ์โปสเตอร์ หรือไปขึ้นเวทีปราศรัยแสดงเหตุผลที่ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่าง ๆ
นี่ยังไม่รวมถึงตัวเลข 200 บาท ที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้แจกให้ประชาชนไปลงมติตามการชี้นำ
หากพิจารณาเงื่อนไขการต่อสู้ตั้งแต่ม็อบ นปก. เรื่อยมาจนถึงการลงประชามติ พบสิ่งที่สอดคล้องกันประการหนึ่งก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ครั้งใดก็ตาม ล้วนแต่มีการดึงเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนไทย 2 ฝ่ายต้องมาต่อสู้กันอย่างยืดเยื้อใช่หรือไม่....??
หากยังจำได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการต่อสู้ของ พีทีวี. ก่อนแปลงโฉมมาเป็น นปก. แกนนำทุกคนปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่มี การต่อท่อน้ำเลี้ยงหรือต้องการต่อสู้ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่มีเป้าหมายเพื่อขับไล่เผด็จการทหารเพียงอย่างเดียว แต่พอถึงเวลาจริง นปก. กลับนำเอาวีซีดีคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเปิดกลางท้องสนามหลวง
ในประเด็นการต่อสู้ในประเด็นการ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ กลุ่มไทยรักไทยตัดสินใจดึงเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเปิดเผย แถมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการต่อสู้เอาแพ้เอาชนะอีกด้วย
ภายหลังการประชุมแกนนำของกลุ่มไทยรักไทยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดปราศรัยใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 15 ส.ค. อันเป็นการโหมโรงก่อนวันลงประชามติ
ในโอกาสเดียวกันนี้ นายอดิศร เพียงเกษ แกนนำกลุ่มไทยรักไทย ได้ประกาศว่า “เป็นที่แน่นอนว่า คนที่รัก พ.ต.ท. ทักษิณ ต้องไปร่วมลงคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมกเม็ดเผด็จการ”
การประกาศเช่นนี้เท่ากับว่า เอา พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นเงื่อนไขชักจูงให้ประชาชนตัดสินใจเลือกข้าง หากยังนิยม พ.ต.ท. ทักษิณ อยู่ก็ให้กากบาทในช่อง “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในทางตรรกะแล้วไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลเลย เพราะเกณฑ์การตัดสินใจของประชาชนน่าจะขึ้นอยู่กับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญว่าดีหรือไม่ดี มาก กว่าไปยึดติดกับตัวบุคคล
แสดงว่า นายอดิศรต้องการใช้กลยุทธทุบหม้อข้าวตีเมืองเพื่อหักเอาชนะ คมช. และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ให้ได้
การดึงเอา พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นเงื่อนไขต่อสู้ในเกมโหวต “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญนั้นคงหวังจะให้เกิดผลดังนี้
ประการแรก เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคะแนนนิยม จึงคิดจะแปรคะแนนนิยมที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปเป็นคะแนนโหวต “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ
ประการต่อมา สร้างความมั่นใจให้กับมวลสมาชิกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังให้การสนับสนุน โดยเฉพาะการต่อท่อน้ำเลี้ยงซึ่งจะต้องนำไปใช้ในการเลือกตั้ง
ประการสุดท้าย หากกลุ่มไทยรักไทยชนะ โดยโหวตล้มร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ ก็จะส่งผลสะเทือนไปถึงการเลือกตั้งปลายปี 2550 อย่างแรง เพราะอย่าลืมว่า หลักการสำคัญของนักการเมืองไทยนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าหลักการที่ว่า จะไปอยู่พรรคการเมืองใดไม่สำคัญเท่ากับว่า จะได้เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือไม่
แน่นอน อดีต ส.ส.ทุกคนต้องการอยู่ฝ่ายชนะหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะสะดวกต่อการของบประมาณ ยิ่งมีญาติพี่น้องไปเล่นการเมืองท้องถิ่นแบบครบวงจรด้วยแล้ว หากตกไปเป็นฝ่ายค้านก็จะไม่ได้รับงบประมาณ ท้ายสุดก็จะเสียฐานเสียงและอดอยากปากแห้งไปตาม ๆ กัน ดังนั้นการเลือกใช้กลยุทธ์ทุบหม้อข้าวเข้าตีเมือง ก็หวังเพื่อให้ได้ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อสร้างหลักประกันให้ อดีต ส.ส. เกิดความมั่นใจ ไม่แอบย้ายไปอยู่ฝ่าย คมช.
เงื่อนไขด้านการเงินไม่สามารถจูงใจให้ อดีต ส.ส. ย้ายพรรคได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนก็มีเงินแจกให้ทั้งสิ้น แต่ชัยชนะจะมีให้แค่ฝ่ายเดียว จึงไม่แปลกที่อดีต ส.ส. มักเลือกข้างไปอยู่กับฝ่ายชนะเสมอ
ประการสำคัญ ชัยชนะที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เกิดอาการฮึกเหิม มีกำลังใจอยากต่อสู้พร้อมกับทุ่มสรรพกำลังเพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งทั่วไปให้ได้ เพราะนั่นหมายถึง ทางรอดที่เหลืออยู่ทางเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของกลุ่มไทยรักไทย อาจจะนำความพ่ายแพ้มาให้ในการเลือกตั้งทั่วไปก็ได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่หลายคนกำลังมองข้ามไปก็คือ การลงประชามติครั้งนี้กำหนดให้มีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดไปตามลักษณะของการแบ่งเขตปกครอง
หน่วยเลือกตั้งไหนคะแนน “ไม่รับ” มีมากกว่า ก็แสดงว่าหมู่บ้านนั้นเป็นฐานเสียงของกลุ่มไทยรักไทย หน่วยเลือกตั้งไหนคะแนน “รับ” บอกให้รู้ว่า นั่นเป็นหมู่บ้านที่ไม่นิยมกลุ่มไทยรักไทย
หลังจากปรากฏผลคะแนนทั่วประเทศก็จะทำให้ คมช. และพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม มองเห็นฐานเสียงของกลุ่มไทยรักไทยอย่างชัดเจน จากนั้นก็จะทุ่มสรรพกำลังเพื่อเปลี่ยนหมู่บ้านนั้นให้เลิกนิยมกลุ่มไทยรักไทย
การต่อสู้ในรอบนี้แม้จะไม่ใช่ศึกครั้งสุดท้าย แต่ถ้าใครอ่านแต้มผิดก็มีสิทธิแพ้สงครามตั้งแต่ในมุ้ง.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
