ปรากฏการณ์ คลื่นมรสุมการเมือง ถาโถมเข้าใส่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลอย่างหนักในช่วงนี้แม้บรรดา บิ๊ก คมช. จะประสานเสียงว่าเป็นการ ดิสเครดิต ทางการเมืองของกลุ่มอำนาจเก่า เพื่อเป้าหมายลดความ น่าเชื่อถือ ของผู้ที่เป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปการปกครอง หลังวันที่ 19 กันยายน 2549
ที่สำคัญ ห้วงเวลานี้ 1-2 เดือนนี้ เป็นโอกาสเหมาะสมที่สุดของการ เปิดศึกท้ารบ อย่างเป็นทางการของเครือข่าย อำนาจเก่า ที่มีต่อ อำนาจใหม่
เพราะปลายเดือนเมษายนส่งต่อเดือนพฤษภาคม เป็นกำหนดเวลาที่กระบวนการยุติธรรมจะตัดสินคดีสำคัญ คือ คดียุบพรรค และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จะสรุปคดีเพื่อส่งอัยการสั่งฟ้องคดีทุจริตของอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา
เมื่อเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีผลต่อการชี้ แพ้-ชนะ ทางการเมือง ดังนั้น อุณหภูมิการเมืองในช่วง 1-2 เดือนนี้ มีหวังทะลุจุดเดือดอย่างแน่นอน
และด้วยยุทธศาสตร์การรบ หลบที่แข็ง-ตีที่อ่อน ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเล็งเห็นจุดนี้ และมุ่งเป้าเขย่าบัลลังก์ คมช. อาทิ การเปิดประเด็นจดทะเบียนซ้อนของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และประธาน คมช.
แต่ด้วยภาพลักษณ์ของ ผู้นำ คมช. และต้นทุนทางสังคมมีไม่น้อย ทำให้บัลลังก์ผู้นำ คมช. ยังไม่สั่นคลอน
เมื่อเป็นเช่นนั้น ฝ่ายตรงข้ามเบนเป้าโจมตีมาที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน คมช. ไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็น ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) เพื่อเป็นหัวเรือใหญ่ตรวจสอบทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อมาดูแลกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะการจัดระเบียบผู้ให้สัมปทานเกี่ยวกับ เครือข่ายโทรศัพท์ ทั้งหมดของประเทศใหม่
ถือเป็น 2 รัฐวิสาหกิจสำคัญที่เป็น ฐานที่มั่น ในการตรวจสอบอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา
นอกจากนี้ พล.อ.สพรั่ง ยังได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.สนธิ ให้นั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ คมช. (ศปศ.คมช.) ถือเป็นองค์การฝ่ายปฏิบัติงานของ คมช. ที่มีหน้าที่เข้าไปดูแลและกำกับการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกิดจาก คมช. ทั้ง คตส. และ ป.ป.ช. รวมทั้งการประสานงานกับรัฐบาล เพื่อให้การทำงานทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกำหนดเวลา 1 ปี และบรรลุตาม 4 ข้ออ้างที่ใช้ยึดอำนาจ
ประกอบกับบุคลิกส่วนตัวของ พล.อ.สพรั่ง ที่เป็นคนโผงผาง ดุดัน สวนกลับทันที เมื่อถูกวิจารณ์ คุณลักษณะเช่นนี้ย่อมง่ายต่อการ ถูกยั่วยุ ให้ต้องใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ ฝ่ายตรงข้าม นำมาใช้ต่อกรกับ พล.อ.สพรั่ง เพื่อหวังผลกระเทือนต่อ เสถียรภาพ-ความน่าเชื่อถือ ของ คมช.
ตัวอย่างเด่นชัดที่ พล.อ.สพรั่ง ฟิวส์ขาด เมื่อถูกยั่วยุทางการเมือง อย่างกรณีพรรคไทยรักไทยเรียกร้องให้ชี้แจงกรณีใช้งบประมาณ 7 ล้านบาท ในการเดินทางไปประเทศเยอรมนีและอังกฤษ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นการนำเงินงบประมาณของรัฐ พาคณะเครือญาติเดินทางไปร่วมคณะด้วย
เมื่อถูกซักถาม พล.อ.สพรั่ง เลี่ยงที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยระบุว่า ตัวเองไม่ใช่จำเลย แต่เป็นวีรบุรุษไม่จำเป็นต้องชี้แจง ก่อนไล่ส่งให้ผู้วิจารณ์ไปตรวจสอบตนเอง
รวมถึงกรณีที่นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่า มีผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตรวจสอบเข้าไปตบทรัพย์นักธุรกิจในสนามบินสุวรณภูมิ เมื่อถูกถามถึงข้อเท็จจริง พล.อ.สพรั่ง ก็เลี่ยงที่จะ การันตีความบริสุทธิ์ และตอกกลับนายนพดล ไร้จรรยาบรรณ กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีข้อมูลหากเป็นพระก็ต้อง ปาราชิก
หรือกรณีล่าสุดที่ กลุ่มอำนาจเก่า เล่นไม่เลิกเปิดเผยข้อมูลในเว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ ว่า ศปศ.คมช. ที่มี พล.อ.สพรั่ง เป็นนายใหญ่ ว่าจ้าง ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์ เพื่อมาทำหน้าที่สำคัญเป็นทีมงานประชาสัมพันธ์ให้กับ คมช. วงเงิน 12 ล้านบาท
แม้ว่า ดร.เชียรช่วง จะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ในลักษณะงาน วิเคราะห์ข้อมูล-ประชาสัมพันธ์ แต่ด้วยนามสกุล กัลยาณมิตร ทำให้ตกเป็นเครื่องมือโจมตี คมช. อย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ การว่าจ้างทีมประชาสัมพันธ์นี้ เป็นการดำเนินการของกรมกิจการพลเรือนทหารบก โดยมี พล.ต.จิรชัย เดชดำรง (ตท.10) ผู้ทรงคุณวุฒิ ทบ. ซึ่งช่วงนั้นเป็นเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก ก่อนจะถูกปรับย้ายเมื่อโผทหารเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ซึ่งเป็นรอง ผอ.ศปศ.คมช. เป็นเจ้าของเรื่องทั้งหมด
ซึ่งเรื่องนี้คงไม่เป็นที่สนใจ หากเอกสารลับของ คมช. ไม่ถูกมือดีนำออกมาและตกอยู่ในมือของกลุ่มอำนาจเก่า จนถูกเปิดเผยดังกล่าว
หากพิจารณาภารกิจ คมช. ที่ต้องคุมเกมการเมืองให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้
ดังนั้น ผู้ที่จะมาเป็นผู้นำกองทัพต่อจาก พล.อ.สนธิ จึงมีความสำคัญไม่น้อย เพราะต้องรับช่วงต่อกุมอนาคตการเมืองไทยใน ยุคปฏิรูปการปกครอง
เมื่อดูความเหมาะสมเวลานี้ ชื่อของ พล.อ.สพรั่ง ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ควรได้รับการพิจารณา เพราะหลัง พล.อ.สนธิ เกษียณอายุราชการ พล.อ.สพรั่ง จะเป็นผู้ที่มีความอาวุโสอันดับหนึ่งใน 5 เสือ ทบ.
และหากดูประสบการณ์ของ พล.อ.สพรั่ง ก็ผ่านตำแหน่งคุมกำลังในกองทัพเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 และมีส่วนสำคัญกับการปฏิรูป 19 กันยายน ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.สพรั่ง เป็นหนึ่งใน แคนดิเดต ที่อาจเป็นแม่ทัพบกคนต่อไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้ พล.อ.สพรั่ง เป็นเป้าใหญ่ที่ต้องถูก มรสุมการเมืองถาโถม เข้าใส่รอบด้าน ทั้งจากบทบาทใน คมช. ที่พร้อมเป็น สายล่อฟ้า ให้กับกลุ่มอำนาจเก่ายั่วยุได้ตลอดเวลา
และยังมี ศึกในกองทัพ ที่มีเก้าอี้ ผบ.ทบ. เป็นเดิมพัน
ด้วยคุณลักษณะส่วนตัวของ พล.อ.สพรั่ง ที่พร้อมชนทุกองคาพยพ ดังนั้น ยิ่งใกล้เข้าสู่ห้วงสำคัญของการเอาชนะระหว่าง อำนาจเก่า และ อำนาจใหม่ รวมถึงศึกชิงเก้าอี้ แม่ทัพบก ในช่วงปลายปีนี้
ทุกกระแสที่ถั่งโถมมาใส่ พล.อ.สพรั่ง นับวันจะยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
