ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสต่อต้านการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ โดยเฉพาะประเด็นการย้ายไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม ว่า ได้มีการทำความเข้าใจกันแล้ว โดยจะยังคงให้สังกัดขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิมไปก่อนตามระยะเวลาที่เหมาะสม ยังไม่มีการโอนย้ายไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม จนกว่าจะเห็นว่าควรจะให้ไปอยู่ที่ไหนถึงจะดี ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ควรที่จะให้สตช.ไปสังกัดอยู่กับกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว เพราะในกระทรวงยุติธรรมมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ถ้าเอาตำรวจมาอยู่ด้วยกันอีกมันก็ไม่มีความหายอะไร ต้องให้แยกกันจึงจะคานอำนาจถ่วงดุลกันได้ เมื่อถามว่า ทำไมก่อนหน้านี้คณะกรรมการศึกษาปฏิรูปโครงสร้างตำรวจจึงเห็นว่าควรให้ไปอยู่สังกัดกระทรวงุยติธรรม นายชาญชัย กล่าวว่า มีกรรมการบางท่านเห็นว่าในเมื่อเป็นกระบวนการยุติธรรมก็น่าจะไปอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม แต่เรามาพิจารณาแล้วก็เห็นว่าควรให้อยู่กับนายกรัฐมนตรีไปก่อน ยังไม่มีการแก้เมื่อถามว่า มีเสียงคัดค้านบางส่วนมองว่ารัฐบาลนี้ซึ่งเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจมาจากคมช.ไม่ควรเร่งทำเรื่องนี้ แต่ควรรอให้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาดำเนินการ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายที่นายกฯอยากจะปรับปรุงปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ท่านแถลงย้ำแล้วว่ามีความตั้งใจที่จะแก้ไข ทั้งนี้ทางกระทรวงยุติธรรมเองก็ไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่องโดยตรงแต่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการซึ่งนายกฯตั้งขึ้น เพียงแต่ในวันที่เสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมครม.และครม.มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ และตนลงมารายงานผลมติครม. เมื่อนักข่าวสอบถามว่าสังกัดของสตช.จะไปอยู่ที่ไหน ตนก็ตอบความเห็นของตนไป คนก็เลยเข้าใจผิดว่าครม.อนุมัติอย่างนั้น ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ทางตำรวจทราบดีแล้วเพราะเราชี้แจงเรียบร้อยแล้ว ขอให้สบายใจได้ว่าสตช.จะขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม ส่วนประเด็นอื่น ๆที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันยังต้องมีการระดมสัมมนารับฟังความคิดเห็นกันอีกหลายครั้ง แต่เชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันในรัฐบาลนี้
ด้านนายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการและเลขานุการพัฒนาระบบงานตำรวจ กล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นเช่นนี้ จะมีทั้งกลุ่มนายตำรวจ ,ตำรวจชั้นประทวนและประชาชน จากนี้ ทางนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น ก็จะเดินทางไปรับฟังความเห็นในภาคต่างๆทั่วประเทศ และจะดำเนินการรวบรวมข้อสังเกต และความคิดเห็นให้แล้วเสร็จในช่วงเดือนส.ค. จากนั้นจะจัดทำเป็นเล่มเพื่อเสนอต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
นอกจากนี้เข้าใจว่าร่างพ.ร.บ.ปรับโครงสร้างตำรวจ จะผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาในช่วงเดือนก.ย.และ จะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ได้ในช่วงเดือนปลายเดือนก.ย.หรือต้นเดือน ต.ค. และในช่วง 1-2 สัปดาห์ ข้างหน้า ทางกรรมการฯจะจัดให้มีการให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวกับสนช.ล่วงหน้าเพื่อให้ทางสนช.รับทราบประเด็นล่วงหน้าเพื่อที่จะได้ศึกษาและระดมความคิดเห็นเพื่อให้การดำเนิน ในเรื่องดังกล่าว เป็นไปอย่างรอบคอบเพราะขณะนี้ถือว่าแนวทางที่ออกมายังเป็นเพียงตุ๊กตา หากมีแนวทางอื่นที่ดีกว่าทางสนช.ก็อาจจะตัดสินใจอีกครั้ง และหากทางตำรวจมีความเห็นใดเพิ่มเติมก็ยังสามารถส่งไปให้ทางสนช.ในขั้นการพิจารณาของกรรมาธิวิสามัญได้อีก
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ทางอดีตตำรวจชั้นผู้ใหญ่และเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนที่ยังไม่เห็นด้วยโดยสรุปพบว่ามี 3 ประเด็นใหญ่ คือ ไม่ย้าย ไม่ยุบ ไม่โอน โดยเรื่องสังกัดเป็นเรื่องที่มีการเข้าใจผิดกันมากสุดเพราะถ้าดูข้อเสนอของคณะกรรมการฯอย่างแท้จริง ซึ่งดูจากรายงานการประชุมได้ทุกครั้งจะเห็นว่า เราไม่เคยพูดเรื่องนี้กันเลย และโดยส่วนตัวตนก็ไม่เห็นด้วยในการที่จะนำองค์กรขนาดใหญ่เข้าไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมที่เพิ่งเริ่มปรับโครงส้รางใหม่ การทำงานก็อาจจะชะงักไปได้ และโมเดลของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นแบบของโครงการพัฒนาตำรวจ ที่มีมาตั้งแต่ปี 2547 และทางตำรวจก็ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีและมีคณะกรรมการขึ้นมากำกับทุกระดับชั้น ซึ่งขณะนี้ก็มีพยายามผลักดันให้เป็นอย่างนั้นไปจนถึงที่สุด และไม่มีการยุบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีแต่ยกสถานภาพให้เป็นสถาบันหลัก และคงชื่อไว้แบบเดิม และไม่โอนภารกิจบางส่วนที่ไม่ใช่ภารกิจหลักเช่น ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าและตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งหลักการมีแต่เพียงให้ไปทำการศึกษาเท่านั้น เพื่อให้ตำรวจมีขนาดกะทัดรัด แต่การโอนต้องดูความพร้อมของผู้รับโอนด้วย และรัฐบาลนี้ก็มีอายุสั้น ไม่ได้มีวาระแบบปกติ ถ้าประเด็นเบี่ยงไปสู่เรื่องว่าใครจะได้อำนาจในจุดนี้สาระสำคัญที่เป็นหัวใจจะไม่ได้มีการพูดกัน
นอกจากนี้ก็ยังจะมีคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์โดยตรง เพื่อกระตุ้นระบบจเรตำรวจให้ทำงานได้ดีกว่าเดิม ส่วนคณะกรรมการก.ต.ช.ที่มีการติงว่ามีผู้นำฝ่ายค้านหรือตัวแทนองค์กรจากฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ มาร่วมเป็นกรรมการนั้น คณะทำงานมีข้อห่วงใยว่าอยากให้ตำรวจเป็นของประชาชนมากที่สุด และหาคนมาคานอำนาจนายกฯ ประเด็นเหล่านี้จุดมุ่งหมายตรงกันแล้ว แต่ก็ยังสามารถปรับปรุงเพื่อให้เป็นที่ยอมรับกันได้
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
