ที่ไบเทคบางนา มีการประชุมสัมมนาเรื่อง”การพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์กับความมั่นคงของประเทศ” ในเขตภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีข้าราชการและอาสามสมัครมาร่วมฟังประมาณ 10,631 คน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการพัฒนาด้านการเกษตรและความมั่นคงของชาติ หลักการสำคัญจะต้องเน้นพัฒนาตัวเกษตรกรให้มีความรู้ มีความเข็มแข็ง มีความพอประมาณ และยึดถือเหตุผล จะทำให้การพัฒนาการเกษตรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของแนวปรัชญาชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ข้าราชการทุกคนต้องทำความเข้าใจนโยบายนี้ให้ชัดเจนเพื่อสามารถชี้แจงให้กับเกษตรกรได้อย่างชัดเจน โดยข้าราชการเองจะต้องประพฤติตนให้เป็นที่เชื่อถือเป็นที่พึ่งของเกษตรกร ไม่โกงกิน คอรรัปชั่น ต้องซื่อสัตย์สุจริตทำงานอย่างโปร่งใสจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนกับปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรจะต้องเร่งแก้ไข อย่าปล่อยให้เป็นปัญหาใหญ่ การใช้งบประมาณจะต้องพิจารณาตามศักยภาพของชุมชุน ทรัพยกร และความรู้ความสนใจของเกษตรกร ซึ่งหากประชาชนและข้าราชการเป็นหนึ่งเดียวกันก็จะทำให้เกิดความอยู่ดีมีสุขในประเทศไทยอย่างยั่งยืนพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)และผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่าประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้านจนเข้าสู่วิกฤติเพราะประเทศชาติขาดความมั่นคง คนไทยทะเลาะกันเอง และไร้ระเบียบวินัยจนทำให้จะต้องเสียดินแดนถึง 14 ครั้งจนประเทศเหลือ 1ใน 3 ส่วน จากดินแดนที่เคยมีในอดีต ทุกครั้งที่เราประสบปัญหาเพราะเราขาดความรู้รักษ์สามัคคี ไม่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถ้าประเทศไม่มีความมั่นคง วิกฤติก็จะเกิดทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม และความไม่จงรักษ์ภักดีต่อสถาบัน จึงทำให้ตนตัดสินใจปฏิรูปการเมืองเมื่อ 19 กันยา 2549 ที่มีการบอกว่าตนเป็นนักปฏิวัติรัฐประหาร แต่ ตนยืนยันว่า ตนเป็นประชาธิปไตยที่ดีคนหนึ่ง ซึ่งอีกไม่กี่วันจะเป็นวันที่มีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยคณะยกร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นรธน. 2550 จึงไม่ต่างจากรธน. 2540 แต่อย่างใด เพียงแต่ รธน. 2540 มีข้อเสียและข้อด้อยมากกว่า เราจึงนำข้อเสียมาแก้ไขในปี 2550 และให้สิทธิกับประชาชนและสื่อมากกว่า 2540 ตนยืนยันได้ ทั้งประชาชนมีหน้าที่ในการตรวจสอบและมีอำนาจในการตรวจสอบฝ่ายบริหารมากขึ้น องค์กรอิสระที่มีอยู่จะปลอดจากการเมืองโดยสิ้นเชิง
สรุปว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ให้สิทธิความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เมื่อรัฐธรรมนูญถึงมือประชาชนเมื่อไหร่ก็ขอความกรุณาให้ตรวจสอบดูอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ยืนยันว่ารธน.ฉบับนี้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง เพราะ คมช.ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะเราไม่รู้เรื่องรธน.เลย ดังนั้นขอวิงวอนให้ประชาชนไปศึกษาและวินิจฉัยเพื่อที่จะตัดสินว่าวิถีทางของประเทศไทยที่จะเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งจะเป็นอย่างไร ซึ่งปลายปีจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนไทยทุกคนว่าวางระบอบประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าต่อไปหรือไม่ อย่าลืมในอดีตที่เราเคยเจ็บช้ำใจกันมากจากที่กลายเป็นเหยื่อของคนมีเงิน ใช้เงินซื้อสิทธิ์ขายเสียง
“ผมขอร้องครั้งนี้สักครั้งที่เราจะต้องเลือก รัฐบาลที่เป็นคนดีเข้าไปบริหารประเทศ หลายครั้งที่ผ่านมาประเทศชาติต้องก้าวไปสองก้าวแต่ถอยหลังมาสามก้าวเพราะระบบการเมืองที่ไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนร่วมและประเทศชาติเป็นหลัก จึงทำให้เกิดปัญหา ซึ่งรัฐบาลในอนาคตขอให้เป็นรัฐบาลที่รักประเทศชาติ รักสถาบัน และมีความจริงใจต่อประชาชน ขอให้เป็นแรกในชีวิตของประชาชนทุกคนว่าจะทบทวนอีกทีว่าจะเลือกใครเป็นรัฐบาล โดยไม่มาทำลายอนาคตของตัวท่านเองและอนาคตของลูกหลาน “พล.อ.สนธิกล่าว
พล.อ.สนธิกล่าวต่อว่า เวลาที่เหลืออีก 2 เดือนจะพยายามทำให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และประเทศชาติจะไปรอด โดยเฉพาะพี่น้องทางภาคอีสาน ผมขอฝากเพราะมีสส.รวมกันได้ถึง 131 คน ขอให้เลือกคนดีที่จะมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญเข้มแข็ง สามารถกลับมาเป็นประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตได้ เพราะขณะนี้เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าไทยมากเพราะประเทศเหล่านี้มีวินัยและมีรัฐบาลที่ทำเพื่อประเทศชาติประชาชนอย่างแท้จริง
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
