จับอาการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผ่าน สำราญ รอดเพชร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อดีตโฆษกกลุ่มพันธมิตร ที่ออกมาโยน 3 เงื่อนไขเพื่อบีบ ขั้วอำนาจใหม่ ให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนถูก พลังมวลชน บังคับให้เปลี่ยนแปลงในเดือนเมษายน-พฤษภาคมตามที่ โหรพันธมิตร ฟันธง จะพบว่ามีสัญญาณปร่าแปร่งหลายประการเนื่องจากเงื่อนไขหนึ่งคือ ให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เลิกทำตัวเป็น ฤาษีเลี้ยงเต่า ลุกขึ้นมาเขย่ารัฐมนตรีให้ช่วยสะสางการทุจริตคอร์รัปชั่น
อีกเงื่อนไขหนึ่งคือ ให้ฤาษีกลับไปเลี้ยงหลานที่อาศรม
และอีกเงื่อนไขหนึ่งคือ ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน ลุกขึ้นมาปฏิวัติซ้ำ เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดจากการรัฐประหารแบบนุ่มนวล
ที่สำคัญมีการอ้างความเห็น ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในระหว่างร่วมรับประทานอาหารกับ หัวขบวน กลุ่มพันธมิตร เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ในทำนองกลัวฤาษีถอดใจ อดทนทำงานได้ไม่ถึงกลางเดือนพฤษภาคมเนื่องจากต้องรับแรงกดดันจากหลายกลุ่ม
แม้ในเวลาต่อมา รมต.พันธมิตร จะออกมาแจงเป็นฉากๆ ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการปล่อยข่าวกดดันนาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกมา รุกคืบ ของ องค์กรนอกรัฐธรรมนูญ ในภาวะที่รัฐบาลเริ่ม นับถอยหลัง ทางการเมือง มีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา!!!
อย่าลืมว่ากลุ่มพันธมิตรเป็นผู้จุดกระแสไม่เอาทักษิณ และมักกล่าวอ้างอยู่บ่อยๆว่าชัยชนะในการโค่นล้มระบอบทักษิณเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของตน จึงไม่แปลกอะไรหาก สหายสนธิ (ลิ้ม) จะได้รับการปูนบำเหน็จด้วยการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในกองทัพ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงองค์กรอิสระ ในฐานะที่เป็น แนวร่วมสำคัญ ของ คนสีเขียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ มิตร จะลุกขึ้นมาบีบคอ มิตร ตราบที่การประสานผลประโยชน์ยังลงตัว จึงมีความเป็นไปได้แทบเป็นศูนย์ เว้นแต่จะได้รับ สัญญาณขอความช่วยเหลือ จากเกลอบางคน
หากต่อภาพความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรในห้วงเวลาที่ผ่านมา จะพบความพยายามในการถาโถมสารพัดข้อกล่าวหาใส่รัฐบาล อาทิ การตำหนิรัฐบาลว่าทำงานล่าช้าจนไม่สามารถสนองตอบต่อเหตุผล 4 ข้อ ในการก่อรัฐประหาร การกล่าวหารัฐมนตรีบางคนว่าทำตัวเป็น หอกข้างแคร่ ดอดต่อท่อหาผลประโยชน์กับเครือข่ายทักษิณ ฯลฯ
หมากเกมนี้จะตีเจตนาเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากต้องการโยกแรงกดดันบนบ่า คมช. ไปไว้บนบ่ารัฐบาล
การเดินเกม กระทุ้งรัฐบาล ไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้วาทะเชือดเฉือนเท่านั้น แต่แกนนำกลุ่มพันธมิตรยังขู่ฟื้นชีพม็อบกลางเมือง เพื่อติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยอาศัยช่องโหว่ กฎเหล็กท็อปบู๊ต ที่ไม่ได้ใช้บังคับกับนักการเมืองนอกสภา ทั้งนี้ 5 แกนนำได้นัดประชุมและกำหนดท่าทีร่วมกันในวันที่ 10 เมษายน
ถือเป็นการสร้างสถานการณ์ให้ขยับไปใกล้เหตุการณ์ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อีกก้าว
หาก รัฐบาลเงา ปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรตั้งเวทีสาดโคลนใส่ รัฐบาลจริง ได้ ความขัดแย้งในบ้านเมืองก็จะทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ จนไม่สามารถใช้อำนาจในมือฝ่ายบริหารเข้าจัดการสถานการณ์ได้ ตรงนี้อาจเป็นฉนวนไปสู่การปฏิวัติซ้ำตามเงื่อนไขข้อที่ 3 ของโฆษกกลุ่มพันธมิตร และยังเป็นฉนวนที่ทำให้ คนสีเขียว เกิดความชอบธรรมในการฉีกรัฐธรรมนูญอีกรอบด้วย
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรจึงเป็นการเดินเกมอย่างเป็นระบบตามสัญญาณที่ได้รับ ส่วนจะใช้ความรุนแรงในระดับใด ขึ้นอยู่กับการตีความตามเจตนาของผู้ส่งสาร
หากตีความว่า เบื้องหลัง ต้องการพยุงสถานภาพของ องค์กรชั่วคราว ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ฉากหน้า ก็อาจทำแค่ตั้งเวทีออกมารำงิ้วการเมือง เพื่อกระทุ้งต่อมตื่นตัว ครม.เต่า
หากตีความว่า เบื้องหลัง ต้องการหาทางลงให้ ผลิตผล คมช. โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ์ ในภาวะที่ถูกสารพัดม็อบรุมสกรัม ฉากหน้า ก็จะวางยาสลบ ฤาษีและเต่า แต่ไม่ถึงขั้นตาย
แต่ถ้าตีความว่า เบื้องหลัง ต้องการลดสุญญากาศทางการเมืองก่อน พล.อ. สนธิ จะตกอยู่ในภาวะ ขาลอย หลังเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้ ฉากหน้า ก็จะกระพือกระแส สุรยุทธ์ออกไป เพื่อให้ประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปที่เก่า และเริ่มนับสถานภาพของคณะรัฐประหารใหม่หมด
ท้ายที่สุดไม่ว่าสัญญาณที่กลุ่มพันธมิตรได้รับมาจะอยู่ในระดับใด แต่จะมองข้ามโดยไม่ให้ราคาเลยคงไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจให้ราคามาตั้งแต่ต้น
ไม่เช่นนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ยืนยันไม่ถอดใจ คงไม่ต้องลาป่วย (การเมือง) ถึง 3 วัน จนสร้างความงงงวยในวงการเมืองว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายกฯ
การป่วยครั้งนี้หลายคนอดวิเคราะห์ไปต่างๆ นานาว่าต้องมีเบื้องหลัง พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องการบีบใคร หรือต้องการเล่นเกมอะไร หรือเป็นเหตุบังเอิญทางการเมืองจริงๆ
งานนี้อย่ากะพริบตา เพราะสัญญาณการเมืองเริ่มผิดปกติ ส่งสัญญาณแปร่งๆออกมา หรือมหรสพใหญ่ที่หลายคนตั้งตารอ กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว!!!
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
